จัดฟัน

จัดฟัน

การจัดฟัน (Orthodontic) คือ สาขาหนึ่งทางทันตกรรมที่แยกเฉพาะทางออกมาเพื่อวินิจฉัย ป้องกัน และรักษาความผิดปกติของการขึ้นของฟันให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องเหมาะสมและมีระบบบดเคี้ยวดีขึ้นรวมทั้งการรักษา โดยจะเป็นการใช้เครื่องมือจัดฟันเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการเรียงตัวของฟันและสบฟันผิดปกติ ดูไม่สวยงาม ดูไม่เป็นระเบียบ รวมถึงโครงสร้างและรูปร่างของใบหน้า เช่น หน้าอูม คางยื่น ให้มีโครงสร้างและรูปร่างใบหน้าที่ดีและสวมงามขึ้น ซึ่งเครื่องมือจัดฟันที่ใช้จะช่วยเคลื่อนฟันไปยังตำแหน่งที่เหมาะสมได้ เพื่อประโยชน์ในด้านสุขภาพช่องปากและฟัน และเพื่อบุคลิกภาพที่ดีขึ้นของผู้จัดฟัน สามารถทำได้ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ แต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดจะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 10-14 ปี เนื่องจากร่างกายกำลังเจริญเติบโต ฟันจึงเคลื่อนที่ได้ง่าย

ข้อดีของการจัดฟัน

  1. เพื่อความสวยงามและเพื่อบุคลิกภาพที่ดีขึ้น ฟันดูสวยงาม ยิ้มสวยมากขึ้น ยิ่งในยุคนี้ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ล้วนแล้วแต่มีเกณฑ์การคัดเลือกในเรื่องของบุคลิกกันทั้งสิ้น ผู้ที่มีบุคลิกที่ดีกว่าย่อมมีโอกาสได้รับการคัดเลือกมากกว่า การมีรอยยิ้มที่สวยงามจะทำให้เจ้าของรอยยิ้มมีบุคลิกที่ดี กล้าแสดงออก และมีเสน่ห์ ทำให้อยู่ในสภาวะสังคมปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง ๆ ได้อย่างมีคุณภาพ การจัดฟันจึงถือเป็นเรื่องที่น่าลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของคุณ
  2. เพื่อให้ฟันทำหน้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีการสบฟันที่ดีขึ้น และเคี้ยวอาหารได้ดีกว่าเดิม
  3. เพื่อสุขภาพที่ดีของช่องปากและฟัน เพราะหากมีปัญหาฟันซ้อนเก ฟันยื่น ฯลฯ จะทำให้การทำความสะอาดฟันเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง และมักเกิดปัญหาฟันผุตามมา เมื่อจัดฟันให้เข้าที่เข้าทางแล้ว การทำความสะอาดก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามไปด้วย จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุและเหงือกอักเสบได้
  4. ช่วยลดการมีกลิ่นปาก เนื่องจากการแปรงฟันไม่สะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่ฟันเรียงตัวไม่เป็นระเบียบ การจัดฟันอาจช่วยลดปัญหากลิ่นปากได้เป็นอย่างดี
  5. บางคนจัดฟันแล้วนิสัยรักษาความสะอาดและความมีระเบียบวินัยจะมีมากขึ้นจนติดเป็นนิสัย
  6. ในบางรายจัดแล้วโครงหน้าอาจเข้ารูปและดูดีมากขึ้น หรือหน้าดูเรียวมากขึ้น
  7. การจัดฟันเป็นแฟชั่นที่ทำแล้วดูไม่น่าเกลียด จัดแล้วดูน่ารัก และช่วยเพิ่มจุดเด่นให้คนอื่นจำเราได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
  8. ช่วยดัดนิสัยการรับประทานอาหารทางอ้อม จัดฟันแล้วนึกจะกินอะไรก็กินได้เลยเหมือนแต่ก่อนคงทำไม่ได้แล้ว
  9. ในผู้ที่มีปัญหาเรื่องฟันห่างหรือฟันมีลักษณะการสบฟันหน้าแบบสบเปิด (กัดเส้นก๋วยเตี๋ยวไม่ขาด) หลังจัดฟันเสร็จแล้ว จะช่วยให้มีการออกเสียงพูดได้ถูกต้องและชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะเสียง “ส.เสือ”

ขั้นตอนการจัดฟัน

  • หลัก ๆ แล้วในขั้นตอนการจัดฟันทั่วไป ก่อนอื่นผู้เข้ารับบริการจะต้องทำการนัดหมายทันตแพทย์เพื่อปรึกษาปัญหาและวางแผนในการรักษา
  • ทันตแพทย์จะทำการพิมพ์แบบฟัน เพื่อบันทึกรายละเอียด ตรวจสภาพการสบฟัน และมีการเอ็กซเรย์ฟันเพื่อดูโครงสร้างของใบหน้าและขากรรไกร
  • ตรวจฟันก่อนว่าจะต้องทำการรักษาฟันก่อนหรือไม่ เช่น ถอนฟัน อุดฟัน รักษาโรคเหงือก รากฟัน ฯลฯ เพราะจำเป็นต้องรักษาให้หายก่อนใส่เครื่องมือจัดฟัน ทั้งนี้เพื่อความแข็งแรงและเพื่อให้การจัดฟันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ฟังคำแนะนำ ข้อควรปฏิบัติต่าง ๆ และตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดฟันกับทันตแพทย์
  • ทันตแพทย์จะทำการติดเครื่องมือจัดฟันให้ ในช่วงแรกจะรู้สึกเจ็บบ้าง (ขึ้นอยู่กับวิธีการจัดฟันด้วย) แต่อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นจนหายเป็นปกติภายใน 1-2 สัปดาห์

ใครบ้างที่ควรจัดฟัน

มีเพียงทันตแพทย์เท่านั้นที่จะสามารถตัดสินใจได้ว่าคุณควรจัดฟันหรือไม่ โดยวิเคราะห์จากการวินิจฉัยด้วยประวัติการรักษาทางการแพทย์และทันตกรรม แบบพิมพ์ฟันของคุณ และภาพเอ็กซเรย์ แต่คุณอาจต้องเข้ารับการจัดฟันได้ หากคุณมีปัญหาดังต่อไปนี้

  • ผู้ที่มีฟันบนยื่นออกมาข้างหน้ามาก
  • ผู้ที่มีฟันล่างยื่นออกมาข้างหน้ามาก
  • ฟันห่าง มีช่องว่างระหว่างฟันอันเกิดจากการหลุดของฟันหรือฟันที่ยังขึ้นไม่เต็ม
  • ฟันซ้อนเก ฟันที่ขึ้นมามากเกินไปจนเกทับกัน
  • ฟันกัดคร่อม โดยฟันบนไม่สามารถขบได้พอดีกับฟันล่าง มีลักษณะขบแบบไขว้
  • ฟันกัดเบี้ยว จุดศูนย์กลางของฟันบนไม่ตรงกับฟันล่าง
  • ฟันสบเปิด เมื่อขบฟันแล้วมีช่องว่างเปิดระหว่างฟันบนกับฟันล่าง

ระยะเวลาในการจัดฟัน

โดยปกติแล้วการจัดฟันจะใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง – 3 ปี แต่ในบางรายอาจใช้เวลานานมากกว่านั้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความผิดปกติของฟันด้วยว่ามีมากน้อยเพียงใด และขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากผู้จัดฟันด้วยเป็นสำคัญ ว่าจะปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ได้อย่างเคร่งครัดเพียงใด มาพบทันตแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอหรือไม่ ในช่วงเข้ารับการรักษา ทันตแพทย์จะทำการนัดตรวจทุก 1 เดือน เพื่อปรับเครื่องมือ และตรวจผลการรักษาเป็นระยะ ๆ (สำหรับการจัดฟันแบบปกติ)

ต้องถอนฟันก่อนจัดฟันหรือไม่

การที่ทันตแพทย์จะพิจารณาว่าควรถอนฟันหรือไม่นั้น จะขึ้นอยู่กับความผิดปกติของคนไข้แต่ละคนว่าสมควรจะถอนหรือไม่ ถ้าต้องถอนฟันจะต้องถอนกี่ซี และจะต้องถอนซี่ใดบ้าง ดังนั้นจึงไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องถอนฟันก่อนจัดฟันเสมอไป โดยจะมีกรณีไหนบ้างนั้นจะต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยสภาพช่องปาก รูปร่างใบหน้า โครงสร้างกระดูกใบหน้าฟิล์มเอ็กซเรย์ แบบหล่อปูนจำลองฟันอย่างละเอียดก่อนการตัดสินใจ

อายุกับการจัดฟัน

อายุเท่าไหร่จึงควรเริ่มจัดฟันได้ ? อีกหนึ่งคำถามที่ถามกันมากที่สุด จริง ๆ แล้วการจัดฟันไม่ได้มีข้อกำหนดตายตัวว่าควรจะเริ่มจัดฟันได้เมื่อไหร่ เพราะขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของความผิดปกติ แต่โดยทั่วไปแล้วการจัดฟันส่วนใหญ่มักจะเริ่มทำในเด็กที่มีฟันแท้ขึ้นเกือบครบ คือ ในช่วงอายุระหว่าง 10-14 ปี เนื่องจากเป็นช่วงที่เด็กกำลังมีการเจริญเติบโต มีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างใบหน้ามากที่สุด ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากการเจริญเติบโตของคนไข้มาช่วยในการรักษาความผิดปกตินั้น แต่ในบางกรณีอาจจะต้องจัดฟันเร็วขึ้น เช่น ในเด็กที่มีความเคยชินที่ไม่ดีบางอย่าง เช่น ชอบดูดนิ้ว ลิ้นดุนฟัน กัดริมฝีปาก หายใจทางปาก แทะเล็บหรือกัดเล็บ เพราะนิสัยเหล่านี้จะมีผลต่อการเรียงตัวของฟันหรือมีผลต่อการเจริญเติบโตของโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกรได้ ก็ควรจะเริ่มปรึกษาทันตแพทย์เพื่อแก้ไขอุปนิสัยที่ผิดปกติดังกล่าว ตั้งแต่ในระยะแรกที่ตรวจพบ

อายุมากแล้วจะจัดฟันได้หรือไม่ ?

ปกติแล้วการจัดฟันสามารถทำได้เกือบทุกช่วงอายุ แต่การรักษาคนไข้ที่มีอายุมากแล้วหรือประมาณ 30 ปีขึ้นไปนั้น มักจะมีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ซึ่งจะมีผลต่อการจัดฟันอย่างมาก เช่น โรคปริทันต์ ซึ่งเป็นโรคที่มักจะรุนแรงมากขึ้นตามช่วงอายุ คนไข้ที่เป็นโรคปริทันต์จะต้องรักษาให้หายเสียก่อนถึงจะทำการจัดฟันได้ นอกจากนี้ เมื่อคนไข้มีอายุมากขึ้นก็จะมีอัตราการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้น้อยกว่าคนที่มีอายุน้อย ซึ่งขบวนการการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการจัดฟัน สรุปก็คือ คนที่มีอายุมาก ๆ ยังสามารถจัดฟันได้อยู่ แต่คนไข้ต้องมีสุขภาพช่องปากที่ดี และระยะเวลาในการจัดฟันจะนานกว่าปกติ ส่วนในรายที่ต้องกระตุ้นหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของขากรรไกรจะทำได้เฉพาะในเด็ก ส่วนในผู้ที่มีอายุมาก ๆ จะทำไม่ได้ครับ

การดูแลตนเองในขณะจัดฟัน

ในระหว่างทำการจัดฟัน เราควรดูแลทำความสะอาดฟันและช่องปากให้ดีอยู่เสมอ และควรใช้แปรงสีฟันสำหรับคนจัดฟันโดยเฉพาะ เนื่องจากฟันที่ถูกติดเครื่องมือหรืออุปกรณ์จะทำความสะอาดได้ยากกว่าเดิม เพราะอาจมีเศษอาหารเข้าไปติดตามร่องต่าง ๆ ได้ง่าย นอกจากนี้ยังควรงดรับประทานอาหารบางประเภท เช่น อาหารเหนียว ๆ อย่างหมากฝรั่งหรือตังเม อาหารแข็ง ๆ รวมไปถึงอาหารประเภทของหวาน เพราะอาจทำให้ฟันผุได้ง่าย

เลเซอร์ฟอกฟันขาว

เลเซอร์ฟอกฟันขาว
เป็นวิทยาการล่าสุดของการฟอกสีฟัน โดยทันตแพทย์ ที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อในช่องปาก การฟอกสีฟันโดยเลเซอร์ มีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก ปลอดภัย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เพียงพบทันตแพทย์แค่ครั้งเดียว และใช้เวลาเพียง 30-45 นาที เท่านั้น คุณก็สามารถกลับบ้านไปด้วยฟันที่ขาวสะอาดและรอยยิ้มที่สดใส

ขั้นตอนการทำเลเซอร์ฟอกฟันขาว
เริ่มจากทันตแพทย์จะใส่เจลป้องกันเหงือก หลังจากนั้นทาเจลฟอกสีฟันลงบนตัวฟัน แล้วทันตแพทย์จะฉายแสงเลเซอร์ลงบนเจลฟอกสีฟันนั้นเพื่อให้สารฟอกสีฟันทำปฏิกิริยากับฟัน โดยทำซ้ำทุก 15 วินาที แต่จะซ้ำกี่ครั้งทันตแพทย์ จะพิจารณาตามความเหมาะสม หลังจากนั้นจะล้างเจล ฟอกสีฟันและนำตัวป้องกันเหงือกออก คุณสามารถอวดยิ้มฟันขาวของคุณได้ทันที เลเซอร์ฟอกฟันขาว ให้ผลอันน่าทึ่ง และเป็นทางเลือกที่น่าสนใจโดยส่วนใหญ่ของผู้เข้ารับการรักษาจะพึงพอใจกับผลที่ได้รับ ที่สำคัญการฟอกสีฟันให้ขาวโดยวิธีนี้ โดยทั่วไปแล้วไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดใดๆ แต่อาจมีอาการเสียวฟันในบางกรณี เลเซอร์ฟอกฟันขาวอาจให้ผลเป็นเวลาหลายปี หากรักษาสุขภาพฟันและหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ทำให้เกิดคราบเกาะบริเวณฟัน เช่น ชา กาแฟ ไวน์แดง ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ผลที่แท้จริงจะต่างกันออกไปในแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับ โครงสร้างของฟัน และอุปนิสัยในการรับประทานอาหาร

เลเซอร์เหงือกชมพู

เลเซอร์เหงือกชมพู

เป็นการแก้ไขรูปร่าง ความนูนของเหงือก หรือแก้ไขเหงือกที่คลุมฟันมากเกินไป จนทำให้ฟันดูสั้น เป็นวิธีการตกแต่งเหงือกที่ง่าย ปลอดภัยและใช้เวลาน้อย สามารถห้ามเลือดและฆ่าเชื้อโรคขณะตัดไปในตัว โดยปกติไม่ต้องเย็บแผล สามารถกลับบ้านได้เลย และทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ แผลหายเป็นปกติภายใน 1 – 2 สัปดาห์ มักไม่พบปัญหาแทรกซ้อนหลังทำ

ศัลยกรรมเหงือกด้วยเรเซอร์

ใช้แก้ไขปัญหาเหงือกดำคล้ำจากเม็ดสีเมลานิน หรือจากบุหรี่ โดยวิธีใช้พลังงานเลเซอร์ระเหิดผิวเหงือกด้านนอกและเม็ดสีออกไป เป็นวิธีที่ได้ผลดี เลือดออกเพียงเล็กน้อย แผลหายไว ภายใน 1 – 2 สัปดาห์

ข้อแนะนำหลังการทำ เลเซอร์เหงือกชมพู

  1. ภายหลังจากการทำเลเซอร์ ผู้ป่วยจะมีอาการชาที่ริมฝีปากประมาณ 1 ชั่วโมง และควรทำความสะอาดช่องปากอย่างสม่ำเสมอ
  2. ผู้ป่วยควรแปรงฟันอย่างถูกวิธี และควรแปรงตรงบริเวณที่ทำเลเซอร์เพื่อลดอาการอักเสบและติดเชื้อ ทำให้แผลเลเซอร์หายได้เร็วขึ้น
  3. หลังจากหมดฤทธิ์ยาชา ผู้ป่วยสามารถทานอาหารได้ตามปกติ 1 วันแรกหลังจากทำเลเซอร์ผู้ป่วยควรลดอาหารที่มีรสจัด หรือร้อนจัดเพราะอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดความระคายเคืองบริเวณแผลเลเซอร์ได้แต่ไม่เป็นอันตรายใดๆกับผู้ป่วย
  4. ผู้ป่วยควรทานยาตามทันตแพทย์สั่งจนครบ และควรมาพบแพทย์ให้ตรงตามวันและเวลานัดหมาย

เคลือบผิวฟันหรือวีเนียร์

การเคลือบผิวฟันหรือวีเนียร์

การเคลือบผิวฟันหรือที่เรียกกันว่า “ วีเนียร์ ” เป็นการแก้ไขปัญหาความผิดปกติของฟัน แก้ไขปัญหาฟันที่ถูกทำลาย เช่น ฟันที่ผุด้านหน้า ฟันกร่อน ฟันสึก หรือแตกหัก ก่อนเข้ารับการรักษา ควรมีการปรึกษาทันตแพทย์เกี่ยวกับความต้องการของคนไข้ ในส่วนของประเภทต่างๆ สี และความเหมาะสมให้เหมาะกับความผิดปกติ

ประเภทของการเคลือบผิวฟันหรือวีเนียร์

การเคลือบผิวฟันจากวัสดุคอมโพสิทเรซิน เป็นวิธีการรักษาที่ง่ายและสามารถทำให้สำเร็จได้ภายในการรักษาครั้งเดียว

การเคลือบผิวฟันจากวัสดุเซรามิก เป็นวิธีการรักษาในกรณีที่มีความผิดปกติมากและขนาดใหญ่ และวัสดุนี้มีความแข็งแรงทนทานสูงกว่า

การเตรียมฟันก่อนรับการรักษา

คนไข้ที่ต้องการเคลือบผิวฟัน จะต้องตรวจสุขภาพฟันก่อน ดังนั้นฟันที่มีความผิดปกติ ต้องรับการรักษาก่อน การเคลือบผิวฟัน มีดังต่อไปนี้

  • ฟันที่มีคราบหรือมีหินปูน
  • ฟันที่มีความผิดปกติของการเรียงฟัน
  • ฟันที่มีรูปร่างผิดปกติ
  • ฟันที่มีช่องว่างขนาดเล็กระหว่างฟัน
  • ฟันบางหรือฟันผุ

การเคลือบผิวฟันด้วยเซรามิกคืออะไร?

การเคลือบผิวฟัน หรือ วีเนียร์ เป็นการติดแผ่นเซรามิกที่มีความบางบนผิวหน้าของฟัน เป็นการแก้ไขปัญหา ความผิดปกติของฟัน และช่วยเพิ่มความมีเสน่ห์ให้กับรอยยิ้มได้ เนื่องจากเป็นการเพิ่มความแข็งแรง และทนทานให้แก่ผิวฟันแล้ว ยังช่วยให้ฟันมีสีฟันและขนาดที่สวยงามอีกด้วย ทั้งนี้คราบและสีต่างๆ เช่น คราบกาแฟ ชา หรือ คราบบุหรี่ จะไม่ติดบนเซรามิกที่ใช้ในการเคลือบผิวฟัน ดังนั้นประสิทธิภาพของการเคลือบผิวฟัน จึงให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการบูรณะฟันเพื่อความสวยงามแบบอื่นยิ่งนัก

ข้อดี :

การเคลือบผิวฟันด้วยเซรามิกสามารถทำหน้าที่แทนการครอบฟันได้ ซึ่งสามารถเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการครอบฟันได้ในบางกรณี เนื่องจากเป็นการดูแลและรักษาสี ขนาด และรูปร่างของฟันได้มากกว่า

การเคลือบผิวฟันด้วยเซรามิกช่วยรักษาฟันที่เปลี่ยนสีหรือมีสีคล้ำมากได้ เช่น ฟันที่มีคราบที่เกิดจากยาปฏิชีวนะ อาการเจ็บป่วยต่างๆ และยังสามารถช่วยแก้ปัญหาส่วนที่อุดฟันไว้บริเวณหน้าฟันแล้วเกิดการเปลี่ยนสี

การเคลือบผิวฟันเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการจัดฟัน ซึ่งเป็นการรักษาและแก้ไขฟันที่มีความผิดปกติรูปร่าง เพื่อให้ฟันมีรูปร่างที่เหมาะสม

การเคลือบผิวฟันช่วยรักษาช่องว่างระหว่างฟันได้ โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างฟันซี่หน้าหรือฟันที่มีลักษณะบิ่นหรือแหว่ง

ขั้นตอนการรักษา

  • ทันตแพทย์จะตรวจวินิจฉัยฟันก่อน รวมถึงแนะนำวิธีการรักษาที่เหมาะสมเพื่อให้เหมาะกับความต้องการของคนไข้
  • กรอฟันและแต่งฟันก่อนเข้ารับการรักษา
  • พิมพ์ฟันเพื่อทำแบบจำลอง
  • ส่งแบบจำลองไปทำชิ้นส่วนวีเนียร์
  • ติดยึดเซรามิกบนผิวฟัน พร้อมฉายแสงรังสี เพื่อเพิ่มความแข็งแรง พร้อมตรวจเช็คและปรับแต่งให้เหมาะสม

ตัดเหงือกด้วยเลเซอร์

การตัดเหงือกด้วยเลเซอร์
คือ วิธีการศัลยกรรมตกแต่งที่ใช้เครื่องมือเลเซอร์เข้ามาช่วยแซะ, กรอเหงือกที่มีความผิดปกติ เพื่อปรับเปลี่ยนรูปร่างของเหงือกให้พอดีกับตัวฟัน เหมาะสำหรับคนที่อยากแก้ปัญหาเรื่องเหงือกหนา ยาว ใหญ่เกินไป จนทำให้เหงือกลงมาคลุมตัวฟันมากเกินไป ดูไม่สมดุลกับขนาดของฟัน

โดยภายหลังจากที่ทำการตัดเหงือกจะสังเกตได้ถึงผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน คือ เหงือกเดิมที่เคยเห็นเด่นชัดจะมีขนาดเล็กสมดุลกับซี่ฟันและช่องปากได้มากยิ่งขึ้น ช่วยทำให้ฟันดูยาวสวยเป็นธรรมชาติภายในเวลาอันรวดเร็ว แบบไร้รอยแผลเย็บ ไม่มีเลือดไหลอาบและไม่ต้องปวดระบมไปทั้งปากเหมือนการทำฟันแบบอื่น ๆ จึงถือได้ว่าวิธีการตัดเหงือกนี้ถือเป็นวิธีที่เห็นผลลัพธ์ชัดเจนและปลอดภัย แต่จะต้องมีทันตแพทย์เป็นผู้ดำเนินการรักษาและตรวจวิเคราะห์ตามความเหมาะสมของแต่ละคนอีกด้วย

คำแนะนำหลังตัดเหงือกด้วยเลเซอร์

  1. ภายหลังจากการทำเลเซอร์ ผู้ป่วยจะมีอาการชาที่ริมฝีปากประมาณ 1 ชั่วโมง และควรทำความสะอาดช่องปากอย่างสม่ำเสมอ
  2. ผู้ป่วยควรแปรงฟันอย่างถูกวิธี และควรแปรงตรงบริเวณที่ทำเลเซอร์เพื่อลดอาการอักเสบและติดเชื้อ ทำให้แผลเลเซอร์หายได้เร็วขึ้น
  3. หลังจากหมดฤทธิ์ยาชา ผู้ป่วยสามารถทานอาหารได้ตามปกติ 1 วันแรกหลังจากทำเลเซอร์ผู้ป่วยควรลดอาหารที่มีรสจัด หรือร้อนจัดเพราะอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดความระคายเคืองบริเวณแผลเลเซอร์ได้แต่ไม่เป็นอันตรายใดๆกับผู้ป่วย
  4. ผู้ป่วยควรทานยาตามทันตแพทย์สั่งจนครบ และควรมาพบแพทย์ให้ตรงตามวันและเวลานัดหมาย

รักษารากฟัน

การรักษารากฟันคืออะไร

การรักษารากฟันคือ การตัดโพรงประสาทฟัน หรือเนื้อเยื่อขนาดเล็กที่อยู่ใจกลางฟัน ซึ่งเมื่อโพรงประสาทฟันที่ถูกทำลาย อักเสบ หรือตายถูกตัดออก พื้นที่ส่วนที่เหลือก็จะถูกทำความสะอาด จัดรูปทรง และอุด กระบวนการนี้จะเป็นการปิดคลุมรากฟัน เมื่อหลายปีก่อน ฟันที่มีโพรงประสาทฟันอักเสบจะต้องถูกถอนออก แต่ในปัจจุบัน การรักษารากฟันจะช่วยรักษาฟันไว้ได้

สาเหตุส่วนใหญ่ของการที่โพรงประสาทฟันถูกทำลายหรือตายได้แก่

  • ฟันแตก
  • ฟันผุอย่างรุนแรง
  • อาการบาดเจ็บของฟัน เช่น การกระแทกอย่างแรงที่ฟัน ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไม่นานหรือในอดีต

เมื่อโพรงประสาทฟันติดเชื้อหรือตาย ถ้าเราปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา จะมีการก่อตัวที่ปลายรากฟันในกระดูกขากรรไกร เกิดเป็นฝีได้ และสามารถทำลายกระดูกรอบๆ ฟันทำให้เกิดอาการปวด

การรักษารากฟันทำอย่างไร

การรักษารากฟันประกอบด้วยหลายขั้นตอน และต้องใช้เวลาพบทันตแพทย์หลายครั้ง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โดยมีขั้นตอนดังนี้:

  • ขั้นตอนแรก คือการเปิดที่ด้านหลังของฟันหน้า หรือครอบฟันของฟันกราม
  • หลังจากที่โพรงประสาทฟันที่เสียถูกตัดออก (การรักษาโพรงประสาทฟัน) จะมีการทำความสะอาดโพรงประสาทฟันในตัวฟันและรากฟัน และตกแต่งเพื่อทำการอุดต่อไป
  • ถ้าต้องมีการพบทันตแพทย์มากกว่า 1 ครั้ง จะมีการอุดชั่วคราวไปก่อนเพื่อปกป้องฟันระหว่างรอการรักษาต่อไป
  • เมื่อวัสดุอุดฟันชั่วคราวถูกถอนออก ทันตแพทย์จะทำการอุดถาวรโดยใช้วัสดุคล้ายยางเป็นแท่งเล็กๆ เรียกว่า Gutta-percha เติมลงไปที่คลองรากและปิดด้วยซีเมนต์ บางครั้งอาจมีการใส่โลหะหรือพลาสติกแท่งลงไปเพื่อประคองฟันไว้
  • ในขั้นตอนสุดท้าย ครอบฟันมักจะต้องใช้เพื่อคลุมฟัน และรักษารูปทรงธรรมชาติ ถ้าฟันล้มอาจจำเป็นต้องใช้ที่ค้ำก่อนทำการครอบฟัน

ฟันที่รับการรักษาจะอยู่ได้นานเท่าใด

ฟันที่ได้รับการรักษาหรือฟื้นฟูสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิตถ้ามีการดูแลอย่างเหมาะสม เพราะฟันผุยังสามารถเกิดขึ้นได้อีกในฟันที่รับการรักษาแล้ว สุขอนามัยของปากและฟันที่ดีตลอดจนการพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

เนื่องจากไม่มีโพรงประสาทฟันเหลือเพื่อให้ฟันยังมีชีวิตอยู่ ฟันที่ผ่านการรักษารากฟันอาจมีความเปราะและแตกได้ง่าย จึงเป็นสาเหตสำคัญในการครอบฟันหลังจากที่รับการรักษารากฟันแล้ว

วิธีที่ใช้ในการตัดสินว่าการรักษาประสบความสำเร็จหรือไม่ คือ การเอ็กซเรย์เพื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการรักษา ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่ากระดูกยังคงถูกทำลายหรือมีการสร้างตัวใหม่

อุดฟัน

การอุดฟัน

การอุดฟันเป็นวิธีการหนึ่งในการรักษาฟันผุ รวมถึงป้องกันไม่ให้การฟันผุลุกลาม ทำให้ฟันกลับมาใช้งานได้และมีความสวยงามอีกครั้ง เวลาทำการอุดฟัน ทันตแพทย์จะเอาเนื้อฟันที่ผุออกและทำความสะอาด จากนั้นจึงเติมวัสดุอุดฟันลงไป

ข้อพิจารณาในการอุดฟันโดยทั่วไป คือ ฟันซี่ที่ผุจะต้องไม่ลุกลามเข้าไปในโพรงประสาทฟัน และฟันจะต้องมีส่วนที่เหลือเพียงพอต่อการยึดของวัสดุที่ใช้ในการอุด สภาพเหงือกบริเวณฟันซี่ที่จะอุดก็ควรอยู่ในสภาพปกติ ซึ่งบางกรณีทันตแพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยขูดหินปูนก่อนที่จะทำการอุดฟัน

วัสดุที่ใช้ในการอุดฟัน

แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

  1. วัสดุสีเหมือนฟัน

เมื่อก่อนจะใช้ในการอุดฟันหน้า แต่ในปัจจุบันคนไข้ต้องการความสวยงามมากขึ้น จึงพัฒนาให้สามารถอุดฟันกรามได้ ตัวอย่างของวัสดุที่ใช้ในการอุดฟัน คือ Composite Resin, Glass Ionomer Cement

  1. วัสดุสีคล้ายโลหะ

ใช้ในการอุดฟันหลังบริเวณที่จะต้องรับแรงบดเคี้ยว ตัวอย่างของวัสดุประเภทนี้ คือ Amalgam มีความแข็งแรงพอสมควรเพราะเป็นส่วนผสมของโลหะ ราคาไม่แพง ใช้อุดได้ทั้งฟันกรามน้ำนมและฟันกรามแท้ ในตำแหน่งที่ไม่ต้องการความสวยงามเพราะมีสีไม่เหมือนฟัน

ทั้งนี้ อาจมีคำถามว่า ควรอุดฟันด้วยวัสดุแบบไหน คำตอบคือ ทั้งวัสดุสีเหมือนฟันและสีโลหะไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน ขึ้นอยู่กับขอบเขตของการผุ การแพ้วัสดุของแต่ละคน บริเวณที่ต้องการอุดฟันและราคา

วิธีการอุดฟัน

ทันตแพทย์จะกรอเนื้อฟันที่ผุซึ่งจะมีการติดเชื้อออก เนื้อฟันที่ผุจะมีลักษณะ นิ่ม ยุ่ย ส่วนสีของเนื้อฟันอาจมีทั้งการเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนสีก็ได้ ถ้าฟันผุลึกเข้าไปชั้นในของเนื้อฟัน ซึ่งเรียกว่า “ชั้นเนื้อฟัน” ทันตแพทย์จะทำการใส่วัสดุรองพื้นเพื่อช่วยลดการเสียวฟัน เมื่อใส่วัสดุรองฟื้นแล้วก็ทำการอุดฟันด้วยวัสดุที่เลือกไว้ เวลาที่ใช้ในการอุดฟันจะขึ้นอยู่กับสภาพฟันของคนไข้

คำแนะนำหลังการอุดฟัน

  1. สำหรับคนไข้ที่อุดฟันด้วยวัสดุคล้ายโลหะ (Amalgam) ไม่ควรเคี้ยวอาหารด้านที่อุดฟันเป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง เนื่องจากวัสดุที่ใช้ยังมีความแข็งแรงไม่เต็มที่
  2. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารแข็งๆ เพราะจะทำให้วัสดุที่อุดแตกได้
  3. คนไข้ที่มีฟันผุลึก อาจมีการเสียวฟันภายหลังการอุดฟัน จึงควรงดอาหารที่ร้อนและเย็นจัด ปกติแล้วอาการเสียวฟันจะลดลงภายใน 2-3 สัปดาห์ แต่ถ้า 1 เดือนไปแล้วยังมีอาการเสียวฟันอยู่ ควรกลับมาพบทันตแพทย์
  4. ควรใช้เวลาแปรงฟันอย่างน้อย 2 นาที โดยการสะบัดข้อมือสั้นๆ เป็นจังหวะและอ่อนโยน ให้ความเอาใจใส่กับแนวเหงือก ฟันซี่ในที่แปรงยากและบริเวณรอบๆ ฟันที่อุดหรือครอบ
  5. ใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอ
  6. ควรพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือน

ถอนฟัน

ถอนฟัน

สาเหตุที่ทำให้ต้องถอนฟัน

  1. มีอาการฟันผุมากจนถึงชั้นโพรงประสาทฟัน
  2. มีปัญหาโรคเหงือกอย่างรุนแรง (gum disease)
  3. ฟันหักแบบที่ไม่สามารถซ่อมแซมได้
  4. มีปัญหาเกี่ยวกับตำแหน่งและการขึ้นของฟัน ซึ่งทันตแพทย์เห็นสมควรที่จะถอน เช่น ปัญหาฟันคุด
  5. เพื่อเป็นการเตรียมก่อนเข้ารับการจัดฟัน

การเตรียมตัวก่อนถอนฟัน

  1. ทันตแพทย์ตรวจในช่องปากและพิจารณาถึงความจำเป็นในการถอนฟัน
  2. ในบางกรณีอาจต้องเอ็กซเรย์ช่องปากเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา ซึ่งสามารถทำให้เห็นถึงความยาว รูปร่างและตำแหน่งของฟัน รวมถึงกระดูกบริเวณรอบๆ ฟัน ทันตแพทย์จะได้ประเมินความยุ่งยากของกระบวนการการถอนฟันได้
  3. คนไข้ต้องแจ้งข้อมูลด้านสุขภาพให้ครบถ้วน ทั้งการแพ้ยา แพ้อาหาร และโรคประจำตัว เนื่องจากการถอนฟันจะต้องเสียเลือด ดังนั้นถ้าบอกข้อมูลไม่ครบ อาจส่งผลต่อร่างกายได้

ขั้นตอนการถอนฟัน

ทันตแพทย์ฉีดยาชาบริเวณที่จะทำการถอนฟัน เมื่อเกิดอาการชาแล้ว ทันตแพทย์จะใช้เครื่องมือที่เรียกว่าเครื่องแซะในการทำให้ฟันหลวมออกจากเหงือก แล้วดึงฟันออกมาด้วยคีมถอนฟัน ทันตแพทย์อาจจะต้องปรับสภาพกระดูกที่อยู่ด้านล่างให้มีความเรียบเนียนขึ้น

จากนั้นทำการถอนฟัน หลังการถอนฟันผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ทันที เลือดจะหยุดไหลภายในเวลาไม่นาน แต่ยังคงต้องดูแลและรักษาความสะอาดแผล เพื่อหลีกเลี่ยงการอักเสบหรือติดเชื้อ และควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องออกแรงมากๆ หรือการอยู่กลางแจ้ง

คำแนะนำหลังการถอนฟัน

  1. กัดผ้าก๊อซแน่นๆ ประมาณ 30 นาทีเพื่อห้ามเลือด และควรเปลี่ยนผ้าก๊อซชิ้นใหม่จนกว่าเลือดจะหยุดไหล
  2. ไม่ควรใช้น้ำยาบ้วนปากภายใน 6 ชั่วโมงหลังการถอนฟัน
  3. ในกรณีที่มีเลือดออกเล็กน้อย ควรอมน้ำเกลือเย็นๆ ไว้สักครู่
  4. ไม่ควรบ้วนน้ำภายใน 12 ชั่วโมงหลังการถอน
  5. สามารถบ้วนปากได้ด้วยน้ำเกลือ (เกลือ 1 ช้อนชา + น้ำอุ่น 1 แก้ว) 12 ชั่วโมงหลังการถอนฟัน
  6. สามารถแปรงฟันได้ตามปกติ แต่ต้องทำอย่างเบามือเพื่อป้องกันแผลกระทบกระเทือน
  7. ในช่วง 2-3 วันแรกให้หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มร้อน
  8. ดื่มน้ำด้วยหลอด
  9. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  10. หากมีอาการปวดหลังถอนฟัน ให้ทานยาแก้ปวดที่ทันตแพทย์จัดให้

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสูญเสียฟัน

เมื่อสูญเสียฟันซี่ใดซี่หนึ่งไป ฟันซี่ข้างเคียงอาจล้มหรือเคลื่อนไปยังช่องว่าง ซึ่งมีผลกระทบต่อการบดเคี้ยว การเรียงตัวของฟัน และการสบฟัน การหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหาดังกล่าวสามารถทำได้โดยการแทนที่ฟันซี่นั้นด้วยวิธีการปลูกรากฟันเทียมไททาเนียมหรือการทำแผงฟันปลอม ทั้งนี้ควรให้อยู่ในดุลยพินิจของทันตแพทย์

ผิวพรรณและเลเซอร์

Fine Thread Lifting (ร้อยไหม)

Fine Thread Lifting (ร้อยไหม)

การร้อยไหม เป็นวิธีการศัลยกรรมแบบหนึ่งที่ช่วยปรับรูปหน้าให้เรียวสวยโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้นและมีผลข้างเคียงน้อย ด้วยการนำเส้นไหมชนิดพิเศษมาร้อยเข้าไปใต้ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดใหม่ มีผลทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนรอบๆ เส้นไหม ซึ่งทิศทางการร้อยของเส้นไหมที่สานกันเป็นร่างแหจะทำให้เกิดแรงดึง แรงยกในชั้นผิวหนัง ใบหน้าจึงดูเต่งตึงและกระชับขึ้นหลังการร้อยไหม จะเห็นผลหลังทำครั้งแรกภายใน 1- 2 สัปดาห์ ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 1 ปี

ประเภทของไหม

กลุ่มไหมถาวร

  1. Gold Thread

หรือการร้อยไหมทอง เป็นการนำไหมที่ทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ 99.99% ขนาดเท่าเส้นผม ร้อยเป็นลักษณะโครงตาข่ายในชั้นผิวหนัง โดยทองคำจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีการไหลเวียนโลหิตที่ดีขึ้น และมีการสร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่ แต่เพราะด้ายทองไม่มีปมหรือแง่งใดๆ จึงไม่มีผลในการยกกระชับมากนัก ต้องรอผลจากการกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซม จะเริ่มเห็นผลหลัง 1 เดือนไปแล้ว ไหมทอง 1 เส้น ยาว 50 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.1 มิลลิเมตร ขณะร้อยเข้าไปในชั้นผิวหนังก็จะตัดไหมไปเรื่อยๆ จึงใช้ไหมเพียงไม่กี่เส้นในการร้อยทั้งหน้า แต่มีข้อเสียตรงที่ค่าใช้จ่ายสูงมาก เพราะราคาต่อเส้นอยู่ที่ประมาณ 250,000 บาท หลังทำต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสความร้อน การทำทรีทเม้นท์หรือเลเซอร์ต่างๆ และไม่เหมาะกับผู้ที่แพ้โลหะ

  1. Feather Lift หรือ Aptos Threads

คือไหมที่มีลักษณะคล้ายก้างปลา ที่มีชื่อว่า Aptos คิดค้นโดยศัลยแพทย์ชาวรัสเซีย เข้ามาในเมืองไทยประมาณปีพ.ศ. 2546-2547 ส่วนของก้างปลาจะมีเงี่ยงอยู่บนเส้นไหม ช่วยในการเกาะเกี่ยวผิวหนัง ทำให้ใบหน้าส่วนกลาง แก้ม และบริเวณลำคอยกกระชับขึ้น

  1. Silhouette Lift

เป็นไหมที่ไม่สามารถละลายได้ ไหมมีการทำปมเป็นระยะ โดยระหว่างปมจะมีกรวยเล็กๆ ติดอยู่บนเส้นไหม สามารถแขวนรับน้ำหนักของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าได้ มีความแข็งแรง ให้แรงฉุดที่ดีเวลายกเนื้อเยื่อ และยังมีเทคนิคการวางเน็ตที่ปลายเส้นแบบไม่หลุดง่ายจากการดีงรั้งของกล้ามเนื้อ เมื่อแสดงอารมณ์ต่างๆ บนใบหน้า เหมาะสำหรับผู้ที่มีช่วงอายุ 35–47 ปีที่มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย ร่องแก้มลึกและใบหน้าเริ่มเสียรูปทรง

กลุ่มไหมละลาย

ปัจจุบันนิยมใช้ไหม PDO (Polydioxanone) ซึ่งเป็นไหมละลาย ลักษณะเป็นเส้นตรง ขนาดเล็กมาก ยาว 3-9 เซนติเมตร เป็นไหมชนิดเดียวกับที่ใช้ในการเย็บผนังเส้นเลือดหัวใจ มีปฏิกิริยาการอักเสบต่อผิวหนังน้อยมาก โอกาสแพ้จึงมีน้อยเช่นกัน เมื่อนำไหมนี้มาร้อยเข้าไปใต้ผิวหนัง จะช่วยให้ใบหน้าเต่งตึงและกระชับขึ้น ไหมจะค่อยๆ ละลายไปภายใน 6-8 เดือน ไม่เหลือตกค้างให้เกิดผลข้างเคียง

นอกจากจะเห็นผลทันทีหลังทำแล้ว ยังพบผลดีต่อเนื่อง คือขณะที่ไหมละลายอยู่ใต้ผิวหนัง จะกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดใหม่ (Local Microcirculation) มีผลให้เกิดกระบวนการสร้างคอลลาเจนรอบๆ เส้นไหม เมื่อเวลาผ่านไป ผิวหน้าจะยิ่งกระชับขึ้นเรื่อยๆ และได้ผลต่อเนื่องนาน 12-18 เดือน วิธีการนี้ถือว่าปลอดภัยที่สุดถ้าเทียบกับไหมแบบอื่นๆ

การร้อยไหมเหมาะกับคนอายุเท่าไหร่

เท่าไหร่ก็ได้เมื่อเริ่มเห็นว่า ใบหน้าเริ่มมีความหย่อนคล้อย และร่องต่างๆ

ร้อยบริเวณใด

บริเวณที่มีความหย่อนคล้อย ส่วนใหญ่จะเป็นกรอบหน้า ร่องแก้ม มุมปาก

วิธีร้อยไหม

เริ่มจาการแปะยาชาทิ้งไว้สักพัก แล้วฉีดยาชาซ้ำอีกครั้ง คนไข้จะได้ไม่เจ็บมาก อาจจะรู้สึกจี๊ดๆ บ้างเล็กน้อย แล้วนำไหมมาติดกับเข็มกลวง เพื่อพาไหมเข้าไปใต้ผิวหนังแล้วดึงเข็มออก ตัวไหมก็จะค้างอยู่ใต้ผิวหนัง

ผลข้างเคียง

ถ้าใครมีผิวปกติจะไม่ช้ำเลย แต่ถ้าผิวบอบบาง อาจมีอาการช้ำหรือบวมหลังทำเล็กน้อย

การร้อยไหมกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ เนื่องจากใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อยกว่าการผ่าตัดดึงหน้า ผลลัพธ์ที่ได้ดูเป็นธรรมชาติและอยู่ได้ยาวนานกว่าการฉีดโบท็อกซ์ แต่ต้องเลือกทำกับแพทย์ผิวหนัง และโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานเท่านั้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้รับบริการเอง

Mesotherapy (เมโสเทอราพี)

Mesotherapy (เมโสเทอราพี)

หรือที่นิยมเรียกกันว่า เมโสหน้าใส เป็นการรักษาที่คิดค้นขึ้นในประเทศฝรั่งเศสเมื่อ 50 ปีก่อน ด้วยการฉีดยาหรือวิตามินที่ต้องการ ให้ออกฤทธิ์สู่ชั้นผิวหนังโดยตรงหรือที่เรียกว่า ชั้นเมโส ช่วยแก้ปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ ฝ้า กระ รอยแผลเป็นสิว จุดด่างดำต่างๆ โดยใช้เข็มขนาดเล็ก ฉีดสารจำพวกวิตามินซี วิตามินบี กรดวิตามินเอ แอนติออกซิเดนท์ คอลลาเจนหรือสารบำรุงผิวอื่นๆ เข้าไป เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเซลล์ผิวจากภายใน เมื่อรักษาอย่างต่อเนื่อง ผิวหน้าจะขาวใส เรียบเนียนขึ้น ซึ่งจะให้ผลเร็วกว่าการทาครีมบำรุงผิวเพียงอย่างเดียว เพราะมีประสิทธิภาพในการผลักตัวยาให้ได้ผลอย่างล้ำลึก

การฉีดเมโสเจ็บหรือไม่

ขึ้นอยู่กับระดับความลึกในการฉีดยา ถ้าเป็นชั้นหนังกำพร้า คนไข้จะรู้สึกคล้ายโดนสะกิด เนื่องจากเข็มที่ใช้มีขนาดเล็กมาก และแทงลงไปในชั้นผิวลึกประมาณ 5 – 10 มิลลิเมตรเท่านั้น แต่ถ้าเป็นชั้นหนังแท้และชั้นไขมันจะค่อนข้างเจ็บ ต้องใช้ยาชาหรือการประคบน้ำแข็งร่วมด้วย

ขั้นตอนการทำ

  1. ทำความสะอาดผิวหน้า
  2. ทายาชาทั่วบริเวณหน้า แล้วทิ้งไว้ 30-45 นาที
  3. ลงเข็มทั่วใบหน้า ใช้เวลา 10-15 นาที (โดยเข็มมีขนาดความลึกต่างกันตั้งแต่ 0.25, 0.5, 0.75, 1, 2 มิลลิเมตร) ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
  4. ประคบเย็นด้วยเครื่องประคบ
  5. นอนพักหน้า 15-30 นาที เพราะหลังทำหน้าอาจจะแดงและมีอาการแสบร้อน

การดูแลตัวเองหลังทำ

  1. ห้ามโดนแดดหลังทำเป็นเวลา 2 วัน
  2. ห้ามล้างหน้า 4-6 ชั่วโมงหลังทำ เพื่อให้ผิวดูดตัวยาที่ยังอยู่บนชั้นผิวให้ได้มากที่สุด
  3. หลัง 4-6 ชั่วโมง ให้ล้างหน้าและทาครีมบำรุงได้ตามปกติ แต่ห้ามทาครีมประเภทไวท์เทนนิ่ง หรือครีมหน้าขาวต่างๆ ให้เน้นครีมที่มีส่วนผสมของวิตามิน หรือแผ่นมาร์คหน้าสูตรวิตามินซีเข้มข้น เพราะเป็นช่วงที่ผิวหนังบริเวณใบหน้ากำลังดูดซึมได้ดีเยี่ยม
  4. หลังทำใบหน้าอาจเกิดรอยแดง หรือผื่นลักษณะเป็นตุ่มๆ แล้วแต่สภาพผิวของแต่ละคน ซึ่งจะหายไปเองภายใน 3 วัน

ผู้ที่ไม่ควรฉีดเมโส

  1. สตรีมีครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร
  2. มีประวัติเป็นโรคระบบหลอดเลือดผิดปกติ เช่น เส้นเลือดสมองตีบหรืออุดตัน โรคมะเร็ง
  3. ความดันโลหิตต่ำ
  4. เป็นโรคหัวใจ
  5. เป็นโรคเบาหวานที่ต้องฉีดอินซูลินเป็นประจำ

การฉีดเมโสหน้าใสเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีและมีความปลอดภัย ผู้รับการรักษาไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้น แต่ต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ว่า คนไข้มีปัญหาอะไร ต้องแก้ไขตรงจุดไหนบ้าง แพทย์จะให้คำแนะนำและเป็นผู้เลือกวิตามินหรือตัวยาชนิดต่างๆ เพื่อใช้ในการรักษาที่ตรงกับปัญหาของคนไข้มากที่สุด ดังนั้นควรเลือกทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไข้เอง