Mesotherapy (เมโสเทอราพี)

meso

Mesotherapy (เมโสเทอราพี)

หรือที่นิยมเรียกกันว่า เมโสหน้าใส เป็นการรักษาที่คิดค้นขึ้นในประเทศฝรั่งเศสเมื่อ 50 ปีก่อน ด้วยการฉีดยาหรือวิตามินที่ต้องการ ให้ออกฤทธิ์สู่ชั้นผิวหนังโดยตรงหรือที่เรียกว่า ชั้นเมโส ช่วยแก้ปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ ฝ้า กระ รอยแผลเป็นสิว จุดด่างดำต่างๆ โดยใช้เข็มขนาดเล็ก ฉีดสารจำพวกวิตามินซี วิตามินบี กรดวิตามินเอ แอนติออกซิเดนท์ คอลลาเจนหรือสารบำรุงผิวอื่นๆ เข้าไป เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเซลล์ผิวจากภายใน เมื่อรักษาอย่างต่อเนื่อง ผิวหน้าจะขาวใส เรียบเนียนขึ้น ซึ่งจะให้ผลเร็วกว่าการทาครีมบำรุงผิวเพียงอย่างเดียว เพราะมีประสิทธิภาพในการผลักตัวยาให้ได้ผลอย่างล้ำลึก

การฉีดเมโสเจ็บหรือไม่

ขึ้นอยู่กับระดับความลึกในการฉีดยา ถ้าเป็นชั้นหนังกำพร้า คนไข้จะรู้สึกคล้ายโดนสะกิด เนื่องจากเข็มที่ใช้มีขนาดเล็กมาก และแทงลงไปในชั้นผิวลึกประมาณ 5 – 10 มิลลิเมตรเท่านั้น แต่ถ้าเป็นชั้นหนังแท้และชั้นไขมันจะค่อนข้างเจ็บ ต้องใช้ยาชาหรือการประคบน้ำแข็งร่วมด้วย

ขั้นตอนการทำ

  1. ทำความสะอาดผิวหน้า
  2. ทายาชาทั่วบริเวณหน้า แล้วทิ้งไว้ 30-45 นาที
  3. ลงเข็มทั่วใบหน้า ใช้เวลา 10-15 นาที (โดยเข็มมีขนาดความลึกต่างกันตั้งแต่ 0.25, 0.5, 0.75, 1, 2 มิลลิเมตร) ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
  4. ประคบเย็นด้วยเครื่องประคบ
  5. นอนพักหน้า 15-30 นาที เพราะหลังทำหน้าอาจจะแดงและมีอาการแสบร้อน

การดูแลตัวเองหลังทำ

  1. ห้ามโดนแดดหลังทำเป็นเวลา 2 วัน
  2. ห้ามล้างหน้า 4-6 ชั่วโมงหลังทำ เพื่อให้ผิวดูดตัวยาที่ยังอยู่บนชั้นผิวให้ได้มากที่สุด
  3. หลัง 4-6 ชั่วโมง ให้ล้างหน้าและทาครีมบำรุงได้ตามปกติ แต่ห้ามทาครีมประเภทไวท์เทนนิ่ง หรือครีมหน้าขาวต่างๆ ให้เน้นครีมที่มีส่วนผสมของวิตามิน หรือแผ่นมาร์คหน้าสูตรวิตามินซีเข้มข้น เพราะเป็นช่วงที่ผิวหนังบริเวณใบหน้ากำลังดูดซึมได้ดีเยี่ยม
  4. หลังทำใบหน้าอาจเกิดรอยแดง หรือผื่นลักษณะเป็นตุ่มๆ แล้วแต่สภาพผิวของแต่ละคน ซึ่งจะหายไปเองภายใน 3 วัน

ผู้ที่ไม่ควรฉีดเมโส

  1. สตรีมีครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร
  2. มีประวัติเป็นโรคระบบหลอดเลือดผิดปกติ เช่น เส้นเลือดสมองตีบหรืออุดตัน โรคมะเร็ง
  3. ความดันโลหิตต่ำ
  4. เป็นโรคหัวใจ
  5. เป็นโรคเบาหวานที่ต้องฉีดอินซูลินเป็นประจำ

การฉีดเมโสหน้าใสเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีและมีความปลอดภัย ผู้รับการรักษาไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้น แต่ต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ว่า คนไข้มีปัญหาอะไร ต้องแก้ไขตรงจุดไหนบ้าง แพทย์จะให้คำแนะนำและเป็นผู้เลือกวิตามินหรือตัวยาชนิดต่างๆ เพื่อใช้ในการรักษาที่ตรงกับปัญหาของคนไข้มากที่สุด ดังนั้นควรเลือกทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไข้เอง

Comments

comments

Leave Comment