จัดฟัน

จัดฟัน

การจัดฟัน (Orthodontic) คือ สาขาหนึ่งทางทันตกรรมที่แยกเฉพาะทางออกมาเพื่อวินิจฉัย ป้องกัน และรักษาความผิดปกติของการขึ้นของฟันให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องเหมาะสมและมีระบบบดเคี้ยวดีขึ้นรวมทั้งการรักษา โดยจะเป็นการใช้เครื่องมือจัดฟันเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการเรียงตัวของฟันและสบฟันผิดปกติ ดูไม่สวยงาม ดูไม่เป็นระเบียบ รวมถึงโครงสร้างและรูปร่างของใบหน้า เช่น หน้าอูม คางยื่น ให้มีโครงสร้างและรูปร่างใบหน้าที่ดีและสวมงามขึ้น ซึ่งเครื่องมือจัดฟันที่ใช้จะช่วยเคลื่อนฟันไปยังตำแหน่งที่เหมาะสมได้ เพื่อประโยชน์ในด้านสุขภาพช่องปากและฟัน และเพื่อบุคลิกภาพที่ดีขึ้นของผู้จัดฟัน สามารถทำได้ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ แต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดจะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 10-14 ปี เนื่องจากร่างกายกำลังเจริญเติบโต ฟันจึงเคลื่อนที่ได้ง่าย

ข้อดีของการจัดฟัน

  1. เพื่อความสวยงามและเพื่อบุคลิกภาพที่ดีขึ้น ฟันดูสวยงาม ยิ้มสวยมากขึ้น ยิ่งในยุคนี้ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ล้วนแล้วแต่มีเกณฑ์การคัดเลือกในเรื่องของบุคลิกกันทั้งสิ้น ผู้ที่มีบุคลิกที่ดีกว่าย่อมมีโอกาสได้รับการคัดเลือกมากกว่า การมีรอยยิ้มที่สวยงามจะทำให้เจ้าของรอยยิ้มมีบุคลิกที่ดี กล้าแสดงออก และมีเสน่ห์ ทำให้อยู่ในสภาวะสังคมปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง ๆ ได้อย่างมีคุณภาพ การจัดฟันจึงถือเป็นเรื่องที่น่าลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของคุณ
  2. เพื่อให้ฟันทำหน้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีการสบฟันที่ดีขึ้น และเคี้ยวอาหารได้ดีกว่าเดิม
  3. เพื่อสุขภาพที่ดีของช่องปากและฟัน เพราะหากมีปัญหาฟันซ้อนเก ฟันยื่น ฯลฯ จะทำให้การทำความสะอาดฟันเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง และมักเกิดปัญหาฟันผุตามมา เมื่อจัดฟันให้เข้าที่เข้าทางแล้ว การทำความสะอาดก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามไปด้วย จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุและเหงือกอักเสบได้
  4. ช่วยลดการมีกลิ่นปาก เนื่องจากการแปรงฟันไม่สะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่ฟันเรียงตัวไม่เป็นระเบียบ การจัดฟันอาจช่วยลดปัญหากลิ่นปากได้เป็นอย่างดี
  5. บางคนจัดฟันแล้วนิสัยรักษาความสะอาดและความมีระเบียบวินัยจะมีมากขึ้นจนติดเป็นนิสัย
  6. ในบางรายจัดแล้วโครงหน้าอาจเข้ารูปและดูดีมากขึ้น หรือหน้าดูเรียวมากขึ้น
  7. การจัดฟันเป็นแฟชั่นที่ทำแล้วดูไม่น่าเกลียด จัดแล้วดูน่ารัก และช่วยเพิ่มจุดเด่นให้คนอื่นจำเราได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
  8. ช่วยดัดนิสัยการรับประทานอาหารทางอ้อม จัดฟันแล้วนึกจะกินอะไรก็กินได้เลยเหมือนแต่ก่อนคงทำไม่ได้แล้ว
  9. ในผู้ที่มีปัญหาเรื่องฟันห่างหรือฟันมีลักษณะการสบฟันหน้าแบบสบเปิด (กัดเส้นก๋วยเตี๋ยวไม่ขาด) หลังจัดฟันเสร็จแล้ว จะช่วยให้มีการออกเสียงพูดได้ถูกต้องและชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะเสียง “ส.เสือ”

ขั้นตอนการจัดฟัน

  • หลัก ๆ แล้วในขั้นตอนการจัดฟันทั่วไป ก่อนอื่นผู้เข้ารับบริการจะต้องทำการนัดหมายทันตแพทย์เพื่อปรึกษาปัญหาและวางแผนในการรักษา
  • ทันตแพทย์จะทำการพิมพ์แบบฟัน เพื่อบันทึกรายละเอียด ตรวจสภาพการสบฟัน และมีการเอ็กซเรย์ฟันเพื่อดูโครงสร้างของใบหน้าและขากรรไกร
  • ตรวจฟันก่อนว่าจะต้องทำการรักษาฟันก่อนหรือไม่ เช่น ถอนฟัน อุดฟัน รักษาโรคเหงือก รากฟัน ฯลฯ เพราะจำเป็นต้องรักษาให้หายก่อนใส่เครื่องมือจัดฟัน ทั้งนี้เพื่อความแข็งแรงและเพื่อให้การจัดฟันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ฟังคำแนะนำ ข้อควรปฏิบัติต่าง ๆ และตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดฟันกับทันตแพทย์
  • ทันตแพทย์จะทำการติดเครื่องมือจัดฟันให้ ในช่วงแรกจะรู้สึกเจ็บบ้าง (ขึ้นอยู่กับวิธีการจัดฟันด้วย) แต่อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นจนหายเป็นปกติภายใน 1-2 สัปดาห์

ใครบ้างที่ควรจัดฟัน

มีเพียงทันตแพทย์เท่านั้นที่จะสามารถตัดสินใจได้ว่าคุณควรจัดฟันหรือไม่ โดยวิเคราะห์จากการวินิจฉัยด้วยประวัติการรักษาทางการแพทย์และทันตกรรม แบบพิมพ์ฟันของคุณ และภาพเอ็กซเรย์ แต่คุณอาจต้องเข้ารับการจัดฟันได้ หากคุณมีปัญหาดังต่อไปนี้

  • ผู้ที่มีฟันบนยื่นออกมาข้างหน้ามาก
  • ผู้ที่มีฟันล่างยื่นออกมาข้างหน้ามาก
  • ฟันห่าง มีช่องว่างระหว่างฟันอันเกิดจากการหลุดของฟันหรือฟันที่ยังขึ้นไม่เต็ม
  • ฟันซ้อนเก ฟันที่ขึ้นมามากเกินไปจนเกทับกัน
  • ฟันกัดคร่อม โดยฟันบนไม่สามารถขบได้พอดีกับฟันล่าง มีลักษณะขบแบบไขว้
  • ฟันกัดเบี้ยว จุดศูนย์กลางของฟันบนไม่ตรงกับฟันล่าง
  • ฟันสบเปิด เมื่อขบฟันแล้วมีช่องว่างเปิดระหว่างฟันบนกับฟันล่าง

ระยะเวลาในการจัดฟัน

โดยปกติแล้วการจัดฟันจะใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง – 3 ปี แต่ในบางรายอาจใช้เวลานานมากกว่านั้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความผิดปกติของฟันด้วยว่ามีมากน้อยเพียงใด และขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากผู้จัดฟันด้วยเป็นสำคัญ ว่าจะปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ได้อย่างเคร่งครัดเพียงใด มาพบทันตแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอหรือไม่ ในช่วงเข้ารับการรักษา ทันตแพทย์จะทำการนัดตรวจทุก 1 เดือน เพื่อปรับเครื่องมือ และตรวจผลการรักษาเป็นระยะ ๆ (สำหรับการจัดฟันแบบปกติ)

ต้องถอนฟันก่อนจัดฟันหรือไม่

การที่ทันตแพทย์จะพิจารณาว่าควรถอนฟันหรือไม่นั้น จะขึ้นอยู่กับความผิดปกติของคนไข้แต่ละคนว่าสมควรจะถอนหรือไม่ ถ้าต้องถอนฟันจะต้องถอนกี่ซี และจะต้องถอนซี่ใดบ้าง ดังนั้นจึงไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องถอนฟันก่อนจัดฟันเสมอไป โดยจะมีกรณีไหนบ้างนั้นจะต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยสภาพช่องปาก รูปร่างใบหน้า โครงสร้างกระดูกใบหน้าฟิล์มเอ็กซเรย์ แบบหล่อปูนจำลองฟันอย่างละเอียดก่อนการตัดสินใจ

อายุกับการจัดฟัน

อายุเท่าไหร่จึงควรเริ่มจัดฟันได้ ? อีกหนึ่งคำถามที่ถามกันมากที่สุด จริง ๆ แล้วการจัดฟันไม่ได้มีข้อกำหนดตายตัวว่าควรจะเริ่มจัดฟันได้เมื่อไหร่ เพราะขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของความผิดปกติ แต่โดยทั่วไปแล้วการจัดฟันส่วนใหญ่มักจะเริ่มทำในเด็กที่มีฟันแท้ขึ้นเกือบครบ คือ ในช่วงอายุระหว่าง 10-14 ปี เนื่องจากเป็นช่วงที่เด็กกำลังมีการเจริญเติบโต มีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างใบหน้ามากที่สุด ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากการเจริญเติบโตของคนไข้มาช่วยในการรักษาความผิดปกตินั้น แต่ในบางกรณีอาจจะต้องจัดฟันเร็วขึ้น เช่น ในเด็กที่มีความเคยชินที่ไม่ดีบางอย่าง เช่น ชอบดูดนิ้ว ลิ้นดุนฟัน กัดริมฝีปาก หายใจทางปาก แทะเล็บหรือกัดเล็บ เพราะนิสัยเหล่านี้จะมีผลต่อการเรียงตัวของฟันหรือมีผลต่อการเจริญเติบโตของโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกรได้ ก็ควรจะเริ่มปรึกษาทันตแพทย์เพื่อแก้ไขอุปนิสัยที่ผิดปกติดังกล่าว ตั้งแต่ในระยะแรกที่ตรวจพบ

อายุมากแล้วจะจัดฟันได้หรือไม่ ?

ปกติแล้วการจัดฟันสามารถทำได้เกือบทุกช่วงอายุ แต่การรักษาคนไข้ที่มีอายุมากแล้วหรือประมาณ 30 ปีขึ้นไปนั้น มักจะมีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ซึ่งจะมีผลต่อการจัดฟันอย่างมาก เช่น โรคปริทันต์ ซึ่งเป็นโรคที่มักจะรุนแรงมากขึ้นตามช่วงอายุ คนไข้ที่เป็นโรคปริทันต์จะต้องรักษาให้หายเสียก่อนถึงจะทำการจัดฟันได้ นอกจากนี้ เมื่อคนไข้มีอายุมากขึ้นก็จะมีอัตราการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้น้อยกว่าคนที่มีอายุน้อย ซึ่งขบวนการการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการจัดฟัน สรุปก็คือ คนที่มีอายุมาก ๆ ยังสามารถจัดฟันได้อยู่ แต่คนไข้ต้องมีสุขภาพช่องปากที่ดี และระยะเวลาในการจัดฟันจะนานกว่าปกติ ส่วนในรายที่ต้องกระตุ้นหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของขากรรไกรจะทำได้เฉพาะในเด็ก ส่วนในผู้ที่มีอายุมาก ๆ จะทำไม่ได้ครับ

การดูแลตนเองในขณะจัดฟัน

ในระหว่างทำการจัดฟัน เราควรดูแลทำความสะอาดฟันและช่องปากให้ดีอยู่เสมอ และควรใช้แปรงสีฟันสำหรับคนจัดฟันโดยเฉพาะ เนื่องจากฟันที่ถูกติดเครื่องมือหรืออุปกรณ์จะทำความสะอาดได้ยากกว่าเดิม เพราะอาจมีเศษอาหารเข้าไปติดตามร่องต่าง ๆ ได้ง่าย นอกจากนี้ยังควรงดรับประทานอาหารบางประเภท เช่น อาหารเหนียว ๆ อย่างหมากฝรั่งหรือตังเม อาหารแข็ง ๆ รวมไปถึงอาหารประเภทของหวาน เพราะอาจทำให้ฟันผุได้ง่าย

เลเซอร์ฟอกฟันขาว

เลเซอร์ฟอกฟันขาว
เป็นวิทยาการล่าสุดของการฟอกสีฟัน โดยทันตแพทย์ ที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อในช่องปาก การฟอกสีฟันโดยเลเซอร์ มีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก ปลอดภัย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เพียงพบทันตแพทย์แค่ครั้งเดียว และใช้เวลาเพียง 30-45 นาที เท่านั้น คุณก็สามารถกลับบ้านไปด้วยฟันที่ขาวสะอาดและรอยยิ้มที่สดใส

ขั้นตอนการทำเลเซอร์ฟอกฟันขาว
เริ่มจากทันตแพทย์จะใส่เจลป้องกันเหงือก หลังจากนั้นทาเจลฟอกสีฟันลงบนตัวฟัน แล้วทันตแพทย์จะฉายแสงเลเซอร์ลงบนเจลฟอกสีฟันนั้นเพื่อให้สารฟอกสีฟันทำปฏิกิริยากับฟัน โดยทำซ้ำทุก 15 วินาที แต่จะซ้ำกี่ครั้งทันตแพทย์ จะพิจารณาตามความเหมาะสม หลังจากนั้นจะล้างเจล ฟอกสีฟันและนำตัวป้องกันเหงือกออก คุณสามารถอวดยิ้มฟันขาวของคุณได้ทันที เลเซอร์ฟอกฟันขาว ให้ผลอันน่าทึ่ง และเป็นทางเลือกที่น่าสนใจโดยส่วนใหญ่ของผู้เข้ารับการรักษาจะพึงพอใจกับผลที่ได้รับ ที่สำคัญการฟอกสีฟันให้ขาวโดยวิธีนี้ โดยทั่วไปแล้วไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดใดๆ แต่อาจมีอาการเสียวฟันในบางกรณี เลเซอร์ฟอกฟันขาวอาจให้ผลเป็นเวลาหลายปี หากรักษาสุขภาพฟันและหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ทำให้เกิดคราบเกาะบริเวณฟัน เช่น ชา กาแฟ ไวน์แดง ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ผลที่แท้จริงจะต่างกันออกไปในแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับ โครงสร้างของฟัน และอุปนิสัยในการรับประทานอาหาร

เลเซอร์เหงือกชมพู

เลเซอร์เหงือกชมพู

เป็นการแก้ไขรูปร่าง ความนูนของเหงือก หรือแก้ไขเหงือกที่คลุมฟันมากเกินไป จนทำให้ฟันดูสั้น เป็นวิธีการตกแต่งเหงือกที่ง่าย ปลอดภัยและใช้เวลาน้อย สามารถห้ามเลือดและฆ่าเชื้อโรคขณะตัดไปในตัว โดยปกติไม่ต้องเย็บแผล สามารถกลับบ้านได้เลย และทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ แผลหายเป็นปกติภายใน 1 – 2 สัปดาห์ มักไม่พบปัญหาแทรกซ้อนหลังทำ

ศัลยกรรมเหงือกด้วยเรเซอร์

ใช้แก้ไขปัญหาเหงือกดำคล้ำจากเม็ดสีเมลานิน หรือจากบุหรี่ โดยวิธีใช้พลังงานเลเซอร์ระเหิดผิวเหงือกด้านนอกและเม็ดสีออกไป เป็นวิธีที่ได้ผลดี เลือดออกเพียงเล็กน้อย แผลหายไว ภายใน 1 – 2 สัปดาห์

ข้อแนะนำหลังการทำ เลเซอร์เหงือกชมพู

  1. ภายหลังจากการทำเลเซอร์ ผู้ป่วยจะมีอาการชาที่ริมฝีปากประมาณ 1 ชั่วโมง และควรทำความสะอาดช่องปากอย่างสม่ำเสมอ
  2. ผู้ป่วยควรแปรงฟันอย่างถูกวิธี และควรแปรงตรงบริเวณที่ทำเลเซอร์เพื่อลดอาการอักเสบและติดเชื้อ ทำให้แผลเลเซอร์หายได้เร็วขึ้น
  3. หลังจากหมดฤทธิ์ยาชา ผู้ป่วยสามารถทานอาหารได้ตามปกติ 1 วันแรกหลังจากทำเลเซอร์ผู้ป่วยควรลดอาหารที่มีรสจัด หรือร้อนจัดเพราะอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดความระคายเคืองบริเวณแผลเลเซอร์ได้แต่ไม่เป็นอันตรายใดๆกับผู้ป่วย
  4. ผู้ป่วยควรทานยาตามทันตแพทย์สั่งจนครบ และควรมาพบแพทย์ให้ตรงตามวันและเวลานัดหมาย

เคลือบผิวฟันหรือวีเนียร์

การเคลือบผิวฟันหรือวีเนียร์

การเคลือบผิวฟันหรือที่เรียกกันว่า “ วีเนียร์ ” เป็นการแก้ไขปัญหาความผิดปกติของฟัน แก้ไขปัญหาฟันที่ถูกทำลาย เช่น ฟันที่ผุด้านหน้า ฟันกร่อน ฟันสึก หรือแตกหัก ก่อนเข้ารับการรักษา ควรมีการปรึกษาทันตแพทย์เกี่ยวกับความต้องการของคนไข้ ในส่วนของประเภทต่างๆ สี และความเหมาะสมให้เหมาะกับความผิดปกติ

ประเภทของการเคลือบผิวฟันหรือวีเนียร์

การเคลือบผิวฟันจากวัสดุคอมโพสิทเรซิน เป็นวิธีการรักษาที่ง่ายและสามารถทำให้สำเร็จได้ภายในการรักษาครั้งเดียว

การเคลือบผิวฟันจากวัสดุเซรามิก เป็นวิธีการรักษาในกรณีที่มีความผิดปกติมากและขนาดใหญ่ และวัสดุนี้มีความแข็งแรงทนทานสูงกว่า

การเตรียมฟันก่อนรับการรักษา

คนไข้ที่ต้องการเคลือบผิวฟัน จะต้องตรวจสุขภาพฟันก่อน ดังนั้นฟันที่มีความผิดปกติ ต้องรับการรักษาก่อน การเคลือบผิวฟัน มีดังต่อไปนี้

  • ฟันที่มีคราบหรือมีหินปูน
  • ฟันที่มีความผิดปกติของการเรียงฟัน
  • ฟันที่มีรูปร่างผิดปกติ
  • ฟันที่มีช่องว่างขนาดเล็กระหว่างฟัน
  • ฟันบางหรือฟันผุ

การเคลือบผิวฟันด้วยเซรามิกคืออะไร?

การเคลือบผิวฟัน หรือ วีเนียร์ เป็นการติดแผ่นเซรามิกที่มีความบางบนผิวหน้าของฟัน เป็นการแก้ไขปัญหา ความผิดปกติของฟัน และช่วยเพิ่มความมีเสน่ห์ให้กับรอยยิ้มได้ เนื่องจากเป็นการเพิ่มความแข็งแรง และทนทานให้แก่ผิวฟันแล้ว ยังช่วยให้ฟันมีสีฟันและขนาดที่สวยงามอีกด้วย ทั้งนี้คราบและสีต่างๆ เช่น คราบกาแฟ ชา หรือ คราบบุหรี่ จะไม่ติดบนเซรามิกที่ใช้ในการเคลือบผิวฟัน ดังนั้นประสิทธิภาพของการเคลือบผิวฟัน จึงให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการบูรณะฟันเพื่อความสวยงามแบบอื่นยิ่งนัก

ข้อดี :

การเคลือบผิวฟันด้วยเซรามิกสามารถทำหน้าที่แทนการครอบฟันได้ ซึ่งสามารถเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการครอบฟันได้ในบางกรณี เนื่องจากเป็นการดูแลและรักษาสี ขนาด และรูปร่างของฟันได้มากกว่า

การเคลือบผิวฟันด้วยเซรามิกช่วยรักษาฟันที่เปลี่ยนสีหรือมีสีคล้ำมากได้ เช่น ฟันที่มีคราบที่เกิดจากยาปฏิชีวนะ อาการเจ็บป่วยต่างๆ และยังสามารถช่วยแก้ปัญหาส่วนที่อุดฟันไว้บริเวณหน้าฟันแล้วเกิดการเปลี่ยนสี

การเคลือบผิวฟันเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการจัดฟัน ซึ่งเป็นการรักษาและแก้ไขฟันที่มีความผิดปกติรูปร่าง เพื่อให้ฟันมีรูปร่างที่เหมาะสม

การเคลือบผิวฟันช่วยรักษาช่องว่างระหว่างฟันได้ โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างฟันซี่หน้าหรือฟันที่มีลักษณะบิ่นหรือแหว่ง

ขั้นตอนการรักษา

  • ทันตแพทย์จะตรวจวินิจฉัยฟันก่อน รวมถึงแนะนำวิธีการรักษาที่เหมาะสมเพื่อให้เหมาะกับความต้องการของคนไข้
  • กรอฟันและแต่งฟันก่อนเข้ารับการรักษา
  • พิมพ์ฟันเพื่อทำแบบจำลอง
  • ส่งแบบจำลองไปทำชิ้นส่วนวีเนียร์
  • ติดยึดเซรามิกบนผิวฟัน พร้อมฉายแสงรังสี เพื่อเพิ่มความแข็งแรง พร้อมตรวจเช็คและปรับแต่งให้เหมาะสม

ตัดเหงือกด้วยเลเซอร์

การตัดเหงือกด้วยเลเซอร์
คือ วิธีการศัลยกรรมตกแต่งที่ใช้เครื่องมือเลเซอร์เข้ามาช่วยแซะ, กรอเหงือกที่มีความผิดปกติ เพื่อปรับเปลี่ยนรูปร่างของเหงือกให้พอดีกับตัวฟัน เหมาะสำหรับคนที่อยากแก้ปัญหาเรื่องเหงือกหนา ยาว ใหญ่เกินไป จนทำให้เหงือกลงมาคลุมตัวฟันมากเกินไป ดูไม่สมดุลกับขนาดของฟัน

โดยภายหลังจากที่ทำการตัดเหงือกจะสังเกตได้ถึงผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน คือ เหงือกเดิมที่เคยเห็นเด่นชัดจะมีขนาดเล็กสมดุลกับซี่ฟันและช่องปากได้มากยิ่งขึ้น ช่วยทำให้ฟันดูยาวสวยเป็นธรรมชาติภายในเวลาอันรวดเร็ว แบบไร้รอยแผลเย็บ ไม่มีเลือดไหลอาบและไม่ต้องปวดระบมไปทั้งปากเหมือนการทำฟันแบบอื่น ๆ จึงถือได้ว่าวิธีการตัดเหงือกนี้ถือเป็นวิธีที่เห็นผลลัพธ์ชัดเจนและปลอดภัย แต่จะต้องมีทันตแพทย์เป็นผู้ดำเนินการรักษาและตรวจวิเคราะห์ตามความเหมาะสมของแต่ละคนอีกด้วย

คำแนะนำหลังตัดเหงือกด้วยเลเซอร์

  1. ภายหลังจากการทำเลเซอร์ ผู้ป่วยจะมีอาการชาที่ริมฝีปากประมาณ 1 ชั่วโมง และควรทำความสะอาดช่องปากอย่างสม่ำเสมอ
  2. ผู้ป่วยควรแปรงฟันอย่างถูกวิธี และควรแปรงตรงบริเวณที่ทำเลเซอร์เพื่อลดอาการอักเสบและติดเชื้อ ทำให้แผลเลเซอร์หายได้เร็วขึ้น
  3. หลังจากหมดฤทธิ์ยาชา ผู้ป่วยสามารถทานอาหารได้ตามปกติ 1 วันแรกหลังจากทำเลเซอร์ผู้ป่วยควรลดอาหารที่มีรสจัด หรือร้อนจัดเพราะอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดความระคายเคืองบริเวณแผลเลเซอร์ได้แต่ไม่เป็นอันตรายใดๆกับผู้ป่วย
  4. ผู้ป่วยควรทานยาตามทันตแพทย์สั่งจนครบ และควรมาพบแพทย์ให้ตรงตามวันและเวลานัดหมาย

รักษารากฟัน

การรักษารากฟันคืออะไร

การรักษารากฟันคือ การตัดโพรงประสาทฟัน หรือเนื้อเยื่อขนาดเล็กที่อยู่ใจกลางฟัน ซึ่งเมื่อโพรงประสาทฟันที่ถูกทำลาย อักเสบ หรือตายถูกตัดออก พื้นที่ส่วนที่เหลือก็จะถูกทำความสะอาด จัดรูปทรง และอุด กระบวนการนี้จะเป็นการปิดคลุมรากฟัน เมื่อหลายปีก่อน ฟันที่มีโพรงประสาทฟันอักเสบจะต้องถูกถอนออก แต่ในปัจจุบัน การรักษารากฟันจะช่วยรักษาฟันไว้ได้

สาเหตุส่วนใหญ่ของการที่โพรงประสาทฟันถูกทำลายหรือตายได้แก่

  • ฟันแตก
  • ฟันผุอย่างรุนแรง
  • อาการบาดเจ็บของฟัน เช่น การกระแทกอย่างแรงที่ฟัน ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไม่นานหรือในอดีต

เมื่อโพรงประสาทฟันติดเชื้อหรือตาย ถ้าเราปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา จะมีการก่อตัวที่ปลายรากฟันในกระดูกขากรรไกร เกิดเป็นฝีได้ และสามารถทำลายกระดูกรอบๆ ฟันทำให้เกิดอาการปวด

การรักษารากฟันทำอย่างไร

การรักษารากฟันประกอบด้วยหลายขั้นตอน และต้องใช้เวลาพบทันตแพทย์หลายครั้ง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โดยมีขั้นตอนดังนี้:

  • ขั้นตอนแรก คือการเปิดที่ด้านหลังของฟันหน้า หรือครอบฟันของฟันกราม
  • หลังจากที่โพรงประสาทฟันที่เสียถูกตัดออก (การรักษาโพรงประสาทฟัน) จะมีการทำความสะอาดโพรงประสาทฟันในตัวฟันและรากฟัน และตกแต่งเพื่อทำการอุดต่อไป
  • ถ้าต้องมีการพบทันตแพทย์มากกว่า 1 ครั้ง จะมีการอุดชั่วคราวไปก่อนเพื่อปกป้องฟันระหว่างรอการรักษาต่อไป
  • เมื่อวัสดุอุดฟันชั่วคราวถูกถอนออก ทันตแพทย์จะทำการอุดถาวรโดยใช้วัสดุคล้ายยางเป็นแท่งเล็กๆ เรียกว่า Gutta-percha เติมลงไปที่คลองรากและปิดด้วยซีเมนต์ บางครั้งอาจมีการใส่โลหะหรือพลาสติกแท่งลงไปเพื่อประคองฟันไว้
  • ในขั้นตอนสุดท้าย ครอบฟันมักจะต้องใช้เพื่อคลุมฟัน และรักษารูปทรงธรรมชาติ ถ้าฟันล้มอาจจำเป็นต้องใช้ที่ค้ำก่อนทำการครอบฟัน

ฟันที่รับการรักษาจะอยู่ได้นานเท่าใด

ฟันที่ได้รับการรักษาหรือฟื้นฟูสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิตถ้ามีการดูแลอย่างเหมาะสม เพราะฟันผุยังสามารถเกิดขึ้นได้อีกในฟันที่รับการรักษาแล้ว สุขอนามัยของปากและฟันที่ดีตลอดจนการพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

เนื่องจากไม่มีโพรงประสาทฟันเหลือเพื่อให้ฟันยังมีชีวิตอยู่ ฟันที่ผ่านการรักษารากฟันอาจมีความเปราะและแตกได้ง่าย จึงเป็นสาเหตสำคัญในการครอบฟันหลังจากที่รับการรักษารากฟันแล้ว

วิธีที่ใช้ในการตัดสินว่าการรักษาประสบความสำเร็จหรือไม่ คือ การเอ็กซเรย์เพื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการรักษา ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่ากระดูกยังคงถูกทำลายหรือมีการสร้างตัวใหม่

อุดฟัน

การอุดฟัน

การอุดฟันเป็นวิธีการหนึ่งในการรักษาฟันผุ รวมถึงป้องกันไม่ให้การฟันผุลุกลาม ทำให้ฟันกลับมาใช้งานได้และมีความสวยงามอีกครั้ง เวลาทำการอุดฟัน ทันตแพทย์จะเอาเนื้อฟันที่ผุออกและทำความสะอาด จากนั้นจึงเติมวัสดุอุดฟันลงไป

ข้อพิจารณาในการอุดฟันโดยทั่วไป คือ ฟันซี่ที่ผุจะต้องไม่ลุกลามเข้าไปในโพรงประสาทฟัน และฟันจะต้องมีส่วนที่เหลือเพียงพอต่อการยึดของวัสดุที่ใช้ในการอุด สภาพเหงือกบริเวณฟันซี่ที่จะอุดก็ควรอยู่ในสภาพปกติ ซึ่งบางกรณีทันตแพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยขูดหินปูนก่อนที่จะทำการอุดฟัน

วัสดุที่ใช้ในการอุดฟัน

แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

  1. วัสดุสีเหมือนฟัน

เมื่อก่อนจะใช้ในการอุดฟันหน้า แต่ในปัจจุบันคนไข้ต้องการความสวยงามมากขึ้น จึงพัฒนาให้สามารถอุดฟันกรามได้ ตัวอย่างของวัสดุที่ใช้ในการอุดฟัน คือ Composite Resin, Glass Ionomer Cement

  1. วัสดุสีคล้ายโลหะ

ใช้ในการอุดฟันหลังบริเวณที่จะต้องรับแรงบดเคี้ยว ตัวอย่างของวัสดุประเภทนี้ คือ Amalgam มีความแข็งแรงพอสมควรเพราะเป็นส่วนผสมของโลหะ ราคาไม่แพง ใช้อุดได้ทั้งฟันกรามน้ำนมและฟันกรามแท้ ในตำแหน่งที่ไม่ต้องการความสวยงามเพราะมีสีไม่เหมือนฟัน

ทั้งนี้ อาจมีคำถามว่า ควรอุดฟันด้วยวัสดุแบบไหน คำตอบคือ ทั้งวัสดุสีเหมือนฟันและสีโลหะไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน ขึ้นอยู่กับขอบเขตของการผุ การแพ้วัสดุของแต่ละคน บริเวณที่ต้องการอุดฟันและราคา

วิธีการอุดฟัน

ทันตแพทย์จะกรอเนื้อฟันที่ผุซึ่งจะมีการติดเชื้อออก เนื้อฟันที่ผุจะมีลักษณะ นิ่ม ยุ่ย ส่วนสีของเนื้อฟันอาจมีทั้งการเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนสีก็ได้ ถ้าฟันผุลึกเข้าไปชั้นในของเนื้อฟัน ซึ่งเรียกว่า “ชั้นเนื้อฟัน” ทันตแพทย์จะทำการใส่วัสดุรองพื้นเพื่อช่วยลดการเสียวฟัน เมื่อใส่วัสดุรองฟื้นแล้วก็ทำการอุดฟันด้วยวัสดุที่เลือกไว้ เวลาที่ใช้ในการอุดฟันจะขึ้นอยู่กับสภาพฟันของคนไข้

คำแนะนำหลังการอุดฟัน

  1. สำหรับคนไข้ที่อุดฟันด้วยวัสดุคล้ายโลหะ (Amalgam) ไม่ควรเคี้ยวอาหารด้านที่อุดฟันเป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง เนื่องจากวัสดุที่ใช้ยังมีความแข็งแรงไม่เต็มที่
  2. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารแข็งๆ เพราะจะทำให้วัสดุที่อุดแตกได้
  3. คนไข้ที่มีฟันผุลึก อาจมีการเสียวฟันภายหลังการอุดฟัน จึงควรงดอาหารที่ร้อนและเย็นจัด ปกติแล้วอาการเสียวฟันจะลดลงภายใน 2-3 สัปดาห์ แต่ถ้า 1 เดือนไปแล้วยังมีอาการเสียวฟันอยู่ ควรกลับมาพบทันตแพทย์
  4. ควรใช้เวลาแปรงฟันอย่างน้อย 2 นาที โดยการสะบัดข้อมือสั้นๆ เป็นจังหวะและอ่อนโยน ให้ความเอาใจใส่กับแนวเหงือก ฟันซี่ในที่แปรงยากและบริเวณรอบๆ ฟันที่อุดหรือครอบ
  5. ใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอ
  6. ควรพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือน

ถอนฟัน

ถอนฟัน

สาเหตุที่ทำให้ต้องถอนฟัน

  1. มีอาการฟันผุมากจนถึงชั้นโพรงประสาทฟัน
  2. มีปัญหาโรคเหงือกอย่างรุนแรง (gum disease)
  3. ฟันหักแบบที่ไม่สามารถซ่อมแซมได้
  4. มีปัญหาเกี่ยวกับตำแหน่งและการขึ้นของฟัน ซึ่งทันตแพทย์เห็นสมควรที่จะถอน เช่น ปัญหาฟันคุด
  5. เพื่อเป็นการเตรียมก่อนเข้ารับการจัดฟัน

การเตรียมตัวก่อนถอนฟัน

  1. ทันตแพทย์ตรวจในช่องปากและพิจารณาถึงความจำเป็นในการถอนฟัน
  2. ในบางกรณีอาจต้องเอ็กซเรย์ช่องปากเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา ซึ่งสามารถทำให้เห็นถึงความยาว รูปร่างและตำแหน่งของฟัน รวมถึงกระดูกบริเวณรอบๆ ฟัน ทันตแพทย์จะได้ประเมินความยุ่งยากของกระบวนการการถอนฟันได้
  3. คนไข้ต้องแจ้งข้อมูลด้านสุขภาพให้ครบถ้วน ทั้งการแพ้ยา แพ้อาหาร และโรคประจำตัว เนื่องจากการถอนฟันจะต้องเสียเลือด ดังนั้นถ้าบอกข้อมูลไม่ครบ อาจส่งผลต่อร่างกายได้

ขั้นตอนการถอนฟัน

ทันตแพทย์ฉีดยาชาบริเวณที่จะทำการถอนฟัน เมื่อเกิดอาการชาแล้ว ทันตแพทย์จะใช้เครื่องมือที่เรียกว่าเครื่องแซะในการทำให้ฟันหลวมออกจากเหงือก แล้วดึงฟันออกมาด้วยคีมถอนฟัน ทันตแพทย์อาจจะต้องปรับสภาพกระดูกที่อยู่ด้านล่างให้มีความเรียบเนียนขึ้น

จากนั้นทำการถอนฟัน หลังการถอนฟันผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ทันที เลือดจะหยุดไหลภายในเวลาไม่นาน แต่ยังคงต้องดูแลและรักษาความสะอาดแผล เพื่อหลีกเลี่ยงการอักเสบหรือติดเชื้อ และควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องออกแรงมากๆ หรือการอยู่กลางแจ้ง

คำแนะนำหลังการถอนฟัน

  1. กัดผ้าก๊อซแน่นๆ ประมาณ 30 นาทีเพื่อห้ามเลือด และควรเปลี่ยนผ้าก๊อซชิ้นใหม่จนกว่าเลือดจะหยุดไหล
  2. ไม่ควรใช้น้ำยาบ้วนปากภายใน 6 ชั่วโมงหลังการถอนฟัน
  3. ในกรณีที่มีเลือดออกเล็กน้อย ควรอมน้ำเกลือเย็นๆ ไว้สักครู่
  4. ไม่ควรบ้วนน้ำภายใน 12 ชั่วโมงหลังการถอน
  5. สามารถบ้วนปากได้ด้วยน้ำเกลือ (เกลือ 1 ช้อนชา + น้ำอุ่น 1 แก้ว) 12 ชั่วโมงหลังการถอนฟัน
  6. สามารถแปรงฟันได้ตามปกติ แต่ต้องทำอย่างเบามือเพื่อป้องกันแผลกระทบกระเทือน
  7. ในช่วง 2-3 วันแรกให้หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มร้อน
  8. ดื่มน้ำด้วยหลอด
  9. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  10. หากมีอาการปวดหลังถอนฟัน ให้ทานยาแก้ปวดที่ทันตแพทย์จัดให้

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสูญเสียฟัน

เมื่อสูญเสียฟันซี่ใดซี่หนึ่งไป ฟันซี่ข้างเคียงอาจล้มหรือเคลื่อนไปยังช่องว่าง ซึ่งมีผลกระทบต่อการบดเคี้ยว การเรียงตัวของฟัน และการสบฟัน การหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหาดังกล่าวสามารถทำได้โดยการแทนที่ฟันซี่นั้นด้วยวิธีการปลูกรากฟันเทียมไททาเนียมหรือการทำแผงฟันปลอม ทั้งนี้ควรให้อยู่ในดุลยพินิจของทันตแพทย์

รากฟันเทียม

รากฟันเทียม

รากฟันเทียมคืออะไร
รากฟันเทียมคือ การฝังวัสดุเทียมที่มีรูปร่างคล้าย รากฟันลงบนกระดูกขากรรไกร เพื่อทดแทนส่วนของรากฟันธรรมชาติที่หายไป และเพื่อช่วยให้ฟันปลอมภายในช่องปากทั้งชนิดถอดได้ และชนิดติดแน่นยึดเกาะได้ดี รากฟันเทียมมีลักษณะเหมือนฟันชุดที่ 3 งอกออกมาจากเหงือก ซึ่งส่วนของฟันปลอมจะติดอยู่กับรากฟันเทียม น้ำหนักการบดเคี้ยวจะกดลงไปที่กระดูกขากรรไกร เหมือนฟันแท้ทุกประการ

ข้อดีของรากฟันเทียม
1. ฟันมีลักษณะสวยงามเป็นธรรมชาติ ยิ้มได้อย่างมั่นใจ
2. รับประทานอาหารได้ทุกชนิดตามความต้องการ และพูดได้ชัดเจน
3. รู้สึกสะดวกสบายใกล้เคียงกับฟันแท้เดิม
4. ช่วยให้ฟันแท้ที่อยู่ข้างเคียงกับกระดูกขากรรไกรอยู่ในสภาพปกติ
5. มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง และมีบุคลิกภาพที่ดี