ผิวพรรณและเลเซอร์

Fine Thread Lifting (ร้อยไหม)

Fine Thread Lifting (ร้อยไหม)

การร้อยไหม เป็นวิธีการศัลยกรรมแบบหนึ่งที่ช่วยปรับรูปหน้าให้เรียวสวยโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้นและมีผลข้างเคียงน้อย ด้วยการนำเส้นไหมชนิดพิเศษมาร้อยเข้าไปใต้ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดใหม่ มีผลทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนรอบๆ เส้นไหม ซึ่งทิศทางการร้อยของเส้นไหมที่สานกันเป็นร่างแหจะทำให้เกิดแรงดึง แรงยกในชั้นผิวหนัง ใบหน้าจึงดูเต่งตึงและกระชับขึ้นหลังการร้อยไหม จะเห็นผลหลังทำครั้งแรกภายใน 1- 2 สัปดาห์ ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 1 ปี

ประเภทของไหม

กลุ่มไหมถาวร

  1. Gold Thread

หรือการร้อยไหมทอง เป็นการนำไหมที่ทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ 99.99% ขนาดเท่าเส้นผม ร้อยเป็นลักษณะโครงตาข่ายในชั้นผิวหนัง โดยทองคำจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีการไหลเวียนโลหิตที่ดีขึ้น และมีการสร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่ แต่เพราะด้ายทองไม่มีปมหรือแง่งใดๆ จึงไม่มีผลในการยกกระชับมากนัก ต้องรอผลจากการกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซม จะเริ่มเห็นผลหลัง 1 เดือนไปแล้ว ไหมทอง 1 เส้น ยาว 50 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.1 มิลลิเมตร ขณะร้อยเข้าไปในชั้นผิวหนังก็จะตัดไหมไปเรื่อยๆ จึงใช้ไหมเพียงไม่กี่เส้นในการร้อยทั้งหน้า แต่มีข้อเสียตรงที่ค่าใช้จ่ายสูงมาก เพราะราคาต่อเส้นอยู่ที่ประมาณ 250,000 บาท หลังทำต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสความร้อน การทำทรีทเม้นท์หรือเลเซอร์ต่างๆ และไม่เหมาะกับผู้ที่แพ้โลหะ

  1. Feather Lift หรือ Aptos Threads

คือไหมที่มีลักษณะคล้ายก้างปลา ที่มีชื่อว่า Aptos คิดค้นโดยศัลยแพทย์ชาวรัสเซีย เข้ามาในเมืองไทยประมาณปีพ.ศ. 2546-2547 ส่วนของก้างปลาจะมีเงี่ยงอยู่บนเส้นไหม ช่วยในการเกาะเกี่ยวผิวหนัง ทำให้ใบหน้าส่วนกลาง แก้ม และบริเวณลำคอยกกระชับขึ้น

  1. Silhouette Lift

เป็นไหมที่ไม่สามารถละลายได้ ไหมมีการทำปมเป็นระยะ โดยระหว่างปมจะมีกรวยเล็กๆ ติดอยู่บนเส้นไหม สามารถแขวนรับน้ำหนักของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าได้ มีความแข็งแรง ให้แรงฉุดที่ดีเวลายกเนื้อเยื่อ และยังมีเทคนิคการวางเน็ตที่ปลายเส้นแบบไม่หลุดง่ายจากการดีงรั้งของกล้ามเนื้อ เมื่อแสดงอารมณ์ต่างๆ บนใบหน้า เหมาะสำหรับผู้ที่มีช่วงอายุ 35–47 ปีที่มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย ร่องแก้มลึกและใบหน้าเริ่มเสียรูปทรง

กลุ่มไหมละลาย

ปัจจุบันนิยมใช้ไหม PDO (Polydioxanone) ซึ่งเป็นไหมละลาย ลักษณะเป็นเส้นตรง ขนาดเล็กมาก ยาว 3-9 เซนติเมตร เป็นไหมชนิดเดียวกับที่ใช้ในการเย็บผนังเส้นเลือดหัวใจ มีปฏิกิริยาการอักเสบต่อผิวหนังน้อยมาก โอกาสแพ้จึงมีน้อยเช่นกัน เมื่อนำไหมนี้มาร้อยเข้าไปใต้ผิวหนัง จะช่วยให้ใบหน้าเต่งตึงและกระชับขึ้น ไหมจะค่อยๆ ละลายไปภายใน 6-8 เดือน ไม่เหลือตกค้างให้เกิดผลข้างเคียง

นอกจากจะเห็นผลทันทีหลังทำแล้ว ยังพบผลดีต่อเนื่อง คือขณะที่ไหมละลายอยู่ใต้ผิวหนัง จะกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดใหม่ (Local Microcirculation) มีผลให้เกิดกระบวนการสร้างคอลลาเจนรอบๆ เส้นไหม เมื่อเวลาผ่านไป ผิวหน้าจะยิ่งกระชับขึ้นเรื่อยๆ และได้ผลต่อเนื่องนาน 12-18 เดือน วิธีการนี้ถือว่าปลอดภัยที่สุดถ้าเทียบกับไหมแบบอื่นๆ

การร้อยไหมเหมาะกับคนอายุเท่าไหร่

เท่าไหร่ก็ได้เมื่อเริ่มเห็นว่า ใบหน้าเริ่มมีความหย่อนคล้อย และร่องต่างๆ

ร้อยบริเวณใด

บริเวณที่มีความหย่อนคล้อย ส่วนใหญ่จะเป็นกรอบหน้า ร่องแก้ม มุมปาก

วิธีร้อยไหม

เริ่มจาการแปะยาชาทิ้งไว้สักพัก แล้วฉีดยาชาซ้ำอีกครั้ง คนไข้จะได้ไม่เจ็บมาก อาจจะรู้สึกจี๊ดๆ บ้างเล็กน้อย แล้วนำไหมมาติดกับเข็มกลวง เพื่อพาไหมเข้าไปใต้ผิวหนังแล้วดึงเข็มออก ตัวไหมก็จะค้างอยู่ใต้ผิวหนัง

ผลข้างเคียง

ถ้าใครมีผิวปกติจะไม่ช้ำเลย แต่ถ้าผิวบอบบาง อาจมีอาการช้ำหรือบวมหลังทำเล็กน้อย

การร้อยไหมกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ เนื่องจากใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อยกว่าการผ่าตัดดึงหน้า ผลลัพธ์ที่ได้ดูเป็นธรรมชาติและอยู่ได้ยาวนานกว่าการฉีดโบท็อกซ์ แต่ต้องเลือกทำกับแพทย์ผิวหนัง และโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานเท่านั้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้รับบริการเอง

Mesotherapy (เมโสเทอราพี)

Mesotherapy (เมโสเทอราพี)

หรือที่นิยมเรียกกันว่า เมโสหน้าใส เป็นการรักษาที่คิดค้นขึ้นในประเทศฝรั่งเศสเมื่อ 50 ปีก่อน ด้วยการฉีดยาหรือวิตามินที่ต้องการ ให้ออกฤทธิ์สู่ชั้นผิวหนังโดยตรงหรือที่เรียกว่า ชั้นเมโส ช่วยแก้ปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ ฝ้า กระ รอยแผลเป็นสิว จุดด่างดำต่างๆ โดยใช้เข็มขนาดเล็ก ฉีดสารจำพวกวิตามินซี วิตามินบี กรดวิตามินเอ แอนติออกซิเดนท์ คอลลาเจนหรือสารบำรุงผิวอื่นๆ เข้าไป เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเซลล์ผิวจากภายใน เมื่อรักษาอย่างต่อเนื่อง ผิวหน้าจะขาวใส เรียบเนียนขึ้น ซึ่งจะให้ผลเร็วกว่าการทาครีมบำรุงผิวเพียงอย่างเดียว เพราะมีประสิทธิภาพในการผลักตัวยาให้ได้ผลอย่างล้ำลึก

การฉีดเมโสเจ็บหรือไม่

ขึ้นอยู่กับระดับความลึกในการฉีดยา ถ้าเป็นชั้นหนังกำพร้า คนไข้จะรู้สึกคล้ายโดนสะกิด เนื่องจากเข็มที่ใช้มีขนาดเล็กมาก และแทงลงไปในชั้นผิวลึกประมาณ 5 – 10 มิลลิเมตรเท่านั้น แต่ถ้าเป็นชั้นหนังแท้และชั้นไขมันจะค่อนข้างเจ็บ ต้องใช้ยาชาหรือการประคบน้ำแข็งร่วมด้วย

ขั้นตอนการทำ

  1. ทำความสะอาดผิวหน้า
  2. ทายาชาทั่วบริเวณหน้า แล้วทิ้งไว้ 30-45 นาที
  3. ลงเข็มทั่วใบหน้า ใช้เวลา 10-15 นาที (โดยเข็มมีขนาดความลึกต่างกันตั้งแต่ 0.25, 0.5, 0.75, 1, 2 มิลลิเมตร) ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
  4. ประคบเย็นด้วยเครื่องประคบ
  5. นอนพักหน้า 15-30 นาที เพราะหลังทำหน้าอาจจะแดงและมีอาการแสบร้อน

การดูแลตัวเองหลังทำ

  1. ห้ามโดนแดดหลังทำเป็นเวลา 2 วัน
  2. ห้ามล้างหน้า 4-6 ชั่วโมงหลังทำ เพื่อให้ผิวดูดตัวยาที่ยังอยู่บนชั้นผิวให้ได้มากที่สุด
  3. หลัง 4-6 ชั่วโมง ให้ล้างหน้าและทาครีมบำรุงได้ตามปกติ แต่ห้ามทาครีมประเภทไวท์เทนนิ่ง หรือครีมหน้าขาวต่างๆ ให้เน้นครีมที่มีส่วนผสมของวิตามิน หรือแผ่นมาร์คหน้าสูตรวิตามินซีเข้มข้น เพราะเป็นช่วงที่ผิวหนังบริเวณใบหน้ากำลังดูดซึมได้ดีเยี่ยม
  4. หลังทำใบหน้าอาจเกิดรอยแดง หรือผื่นลักษณะเป็นตุ่มๆ แล้วแต่สภาพผิวของแต่ละคน ซึ่งจะหายไปเองภายใน 3 วัน

ผู้ที่ไม่ควรฉีดเมโส

  1. สตรีมีครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร
  2. มีประวัติเป็นโรคระบบหลอดเลือดผิดปกติ เช่น เส้นเลือดสมองตีบหรืออุดตัน โรคมะเร็ง
  3. ความดันโลหิตต่ำ
  4. เป็นโรคหัวใจ
  5. เป็นโรคเบาหวานที่ต้องฉีดอินซูลินเป็นประจำ

การฉีดเมโสหน้าใสเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีและมีความปลอดภัย ผู้รับการรักษาไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้น แต่ต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ว่า คนไข้มีปัญหาอะไร ต้องแก้ไขตรงจุดไหนบ้าง แพทย์จะให้คำแนะนำและเป็นผู้เลือกวิตามินหรือตัวยาชนิดต่างๆ เพื่อใช้ในการรักษาที่ตรงกับปัญหาของคนไข้มากที่สุด ดังนั้นควรเลือกทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไข้เอง

Meso Fat

Meso Fat

Meso Lipolysis หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Meso Fat (เมโสแฟต) คือเทคนิกการผลักวิตามินเข้าสู่ชั้นไขมัน เพื่อประโยชน์ในการลดกระชับสัดส่วนให้ได้รูปตามต้องการ เป็นวิธีการลดไขมันและเซลลูไลท์เฉพาะที่โดยไม่ต้องผ่าตัดนั่นเอง

หลักการของเมโสแฟตคือ การฉีดสาร Phosphatidylcholine ที่สกัดจากถั่วเหลือง วิตามิน ไข่แดง และแร่ธาตุต่างๆ ลงไปใต้ผิวหนังบริเวณที่มีการสะสมของไขมัน สารเหล่านี้จะเข้าไปทำหน้าที่สลายไขมันตามจุดต่างๆ ของร่างกาย ทำให้ผนังไขมันแตกตัวออกแล้วจับตัวกันเป็นก้อนเล็กๆ จากนั้นสลายออกเป็นไขมันเหลวและถูกขับออกทางปัสสาวะและอุจจาระ เป็นการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและระบบต่อมน้ำเหลือง จึงทำให้เนื้อเยื่อโดยรอบแข็งแรงและกระชับขึ้น โดยปริมาณที่ฉีดขึ้นอยู่กับบริเวณที่ต้องการ เช่น อาจจะใช้ 0.2-0.5 cc. ห่างกันทุก 1-2 ตารางเซนติเมตร โดยฉีดลึกเข้าไปในชั้นไขมันตั้งแต่ 0.1-12 มิลลิเมตร

นิยมฉีด Meso Fat ที่บริเวณใดบ้าง

  1. ลดไขมันที่แก้มให้หน้าเรียวเล็ก
  2. ลดไขมันที่คาง (เหนียง)
  3. ลดไขมันที่ต้นแขน ต้นขา
  4. ลดไขมันหน้าท้อง
  5. ลดไขมันที่จมูก (บาน) ทำให้เล็กลง
  6. ลดไขมันที่หนังตาบน ส่งผลให้ตาหย่อนคล้อย
  7. ลดไขมันที่น่อง

ขั้นตอนการฉีดเมโสแฟต

แพทย์ผสมยาและฉีดเข้าไปบริเวณที่จะสลายไขมัน ในปริมาณสารที่ฉีด 0.2-0.5 cc. ฉีดลึกประมาณ 5-10 มิลลิเมตร โดยแต่ละจุดห่างกันอย่างน้อย 2 เซนติเมตร และฉีดซ้ำทุกๆ 5-7 วัน หลังจากฉีดแล้ว ไขมันจะเริ่มหดตัวหรือลดจำนวนเซลล์ไขมันลง 10-20% ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ และไขมันจะสลายตัว 50-80% เมื่อทำครบคอร์ส

ผู้ที่ไม่ควรทำ Meso Fat

  1. สตรีมีครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร
  2. มีประวัติเป็นโรคระบบหลอดเลือดผิดปกติ เช่น เส้นเลือดสมองตีบหรืออุดตัน โรคมะเร็ง
  3. ความดันโลหิตต่ำ
  4. เป็นโรคหัวใจ
  5. เป็นโรคเบาหวานที่ต้องฉีดอินซูลินเป็นประจำ
  6. เป็นโรคติดเชื้อหรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

การดูแลตัวเองหลังทำ

  1. พยายามดื่มน้ำให้ได้วันละ 2 ลิตร เพราะไขมันเหลวที่โดนสลายด้วยการฉีดเมโสแฟต จะถูกขับออกทางปัสสาวะเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการดื่มน้ำมากๆ จะช่วยขับไขมันส่วนเกินที่สลายให้ออกจากร่างกายได้มากขึ้น
  2. อาจมีรอยเขียวช้ำบริเวณที่ฉีดสลายไขมันบ้างหากโดนเส้นเลือดฝอยเล็กๆ จึงควรหลีกเลี่ยงการนวดตัว อบซาวน่า และการทำทรีทเม้นท์ใดๆ หลังทำประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อลดการฟกช้ำให้น้อยลง
  3. อาจมีอาการบวมน้ำยาเป็นเวลาประมาณ 2-4 ชั่วโมงเท่านั้น เมื่อหายแล้วจะไม่มีรอยใดๆ ผิวหนังจะยุบเอง ไม่เป็นคลื่น ผิวไม่เป็นรอยบุ๋ม
  4. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่
  5. ควรออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินเร็ว โยคะ หรือแอโรบิค อย่างน้อยวันละ 30-45 นาที อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้กล้ามเนื้อกระชับ ช่วยรีดไขมันให้ออกจากร่างกายได้เร็วขึ้นและลดการสะสมของไขมันใหม่
  6. การทำเมโสแฟตจะไม่มีประโยชน์ ถ้าไม่ปรับพฤติกรรมการทานอาหาร เพราะฉะนั้น คนไข้ควรหลีกเลี่ยงของมัน ของทอด บุฟเฟต์ แต่ให้ทานผัก ผลไม้ รวมถึงอาหารประเภทต้มหรือนึ่งให้มากขึ้น และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไขมันส่วนเกินจะได้ไม่กลับมาสะสมอีก

Magic White (เสกผิวให้ขาวกระจ่างใส)

Magic White เสกผิวให้ขาวกระจ่างใส มีออร่า สะท้อนแสง

โปรแกรม Magic White คือค็อกเทลสูตรพิเศษสกัดจากวิตามินบริสุทธิ์ขั้นสูงสุด เอกสิทธิ์ของโรงพยาบาลเลอลักษณ์ ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวดูขาวกระจ่างใสทั่วทั้งเรือนร่าง และ Magic White Extra เร่งความความขาวออร่าและลดอายุผิว เหมาะสำหรับผิวสองสี

ด้วยเอกสิทธ์ Magic White Program เป็นสูตรประสิทธิภาพยอดเยี่ยมที่สุด ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผิวขาว กระจ่างใส สะท้อนแสงขึ้นอย่างชัดเจน ทางโรงพยาบาลรับประกันความปลอดภัย เนื่องจากสารทุกชนิดผ่านอ.ย. ใช้วิธีการที่ปลอดภัยตามมาตราฐานโรงพยาบาล พร้อมแพทย์เฉพาะทางดูแล

ประโยชน์ของ Magic White

เปลี่ยนเม็ดสีผิวเมลานินทำให้ผิวมีขาวและกระจ่างใสขึ้น การฉีด Magic White จะช่วยฟื้นฟูสภาพผิวที่หมองคล้ำ และลดการสร้างเซลล์เม็ดสีที่ผิดปกติ ซึ่งมาจากสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป อันเป็นสาเหตุของการเกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำ

ส่วนผสมของ Magic White

ประกอบไปด้วยวิตามินซี วิตามินบี วิตามินอี คอลลาเจน อโรเวล่าเจล และสารต่อต้านอนุมูลอิสระหรือแอนติออกซิแดน ซึ่งสารสกัดธรรมชาติเข้มข้นเหล่านี้จะช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ผิวที่อ่อนแอให้กลับมาแข็งแรง ซึ่งกระบวนการนี้จะไปช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินในเซลล์ผิวโดยตรง สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว

หยุดฉีดแล้วผิวจะกลับมาคล้ำหรือไม่

เนื่องจาก Magic White คือวิตามินบริสุทธิ์จากธรรมชาติ เสมือนการให้อาหารผิว ดังนั้นไม่ต้องกังวลเรื่องของการกลับมาหมองคล้ำ และสามารถบำรุงผิวไปพร้อมกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ประจำ และแม้ว่าจะหยุดฉีดแล้ว ก็ไม่ทำให้ผิวกลับมาคล้ำอีก แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด หรือหมั่นทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน

วิธีการฉีด White Magic

ฉีดเข้าทางเส้นเลือดผ่านทางสายน้ำเกลือโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลเลอลักษณ์ ซึ่งไม่เจ็บอย่างที่หลายคนคิด และควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อผลลัพธ์ที่สมบูรณ์

ผลของการฉีด White Magic

โปรแกรม Magic White ช่วยปรับสภาพผิวใส เปล่งประกายอย่างมีออร่า เป็นการเพิ่มความขาวกระจ่างใสทั่วร่างกาย สารที่ฉีดเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูเซลล์ผิวหมองคล้ำ พร้อมกระตุ้นในการสร้างคลอลาเจน ช่วยให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตดีขึ้น และปกป้องสภาพเซลล์ผิวภายนอกให้แข็งแรง ทนต่อมลภาวะได้ดีขึ้น

มีผลข้างเคียงหรือไม่

ไม่พบว่ามีข้อแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย เพราะล้วนเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการ ไม่ใช่ยาหรือสารแปลกปลอม แต่ต้องฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

ห้ามฉีด White Magic กับใคร

คนที่มีเป็นโรคลมชัก เบาหวาน โรคเลือดและสตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร

ฉีดได้บ่อยแค่ไหน

สามารถฉีดได้สัปดาห์ละครั้ง ติดต่อกันประมาณ 4-8 สัปดาห์ แล้วเว้นระยะห่างตามดุลยพินิจของแพทย์

Growth Factor (ลด ริ้วรอย ความหมองคล้ำ จุดด่างดำ)

Growth Factor

ใครที่กำลังประสบปัญหาใบหน้าหมองคล้ำ รอยแผลเป็นจากสิว ฝ้า กระ มีริ้วรอย ผิวหยาบกร้าน ขาดความชุ่มชื้น และต้องการหาวิธีแก้ปัญหาโดยไม่ต้องผ่าตัด เห็นผลเร็วและอยู่ได้นานกว่าวิธีดูแลผิวทั่วไปคงต้องลองการฉีด Growth Factor ดูสักครั้ง

Growth Factor คือสารที่เป็นอาหารของเซลล์ผิว ช่วยแก้ปัญหาริ้วรอย ความหมองคล้ำ จุดด่างดำ รอยหลุมสิว และชะลอการเสื่อมสภาพของผิวหนัง ประสิทธิภาพของ Growth Factor สามารถเปลี่ยนแปลงได้ถึงระดับเซลล์ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนเซลล์ที่เสียหายให้กลับเป็นเซลล์ใหม่ และสามารถช่วยต่อต้านริ้วรอยแห่งวัยได้อีกด้วย

Growth Factor เป็นตัวกระตุ้นในการสร้างคอลลาเจนและการเจริญเติบโตของเส้นเลือด โดยถูกนำมาใช้ในวงการแพทย์ อย่างเช่น การปลูกถ่ายเนื้อเยื่อและช่วยสมานแผลของเซลล์ที่ถูกทำลายไป ไม่ว่าจะเป็นแผลไฟไหม้ หรือเร่งการฟื้นตัวของแผลที่มีเนื้อเยื่อฉีกขาด เมื่อมีริ้วรอยก่อนวัย Growth Factor จะสามารถกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและมีน้ำมีนวลขึ้น

วิธีการฉีด Growth Factor

แพทย์จะแปะยาชาบริเวณใบหน้าก่อน แล้วฉีด Growth Factor เข้าไปตามจุดต่างๆ ที่มีปัญหา เพื่อกระตุ้นให้มีการซ่อมแซมผิว สามารถทำได้ทุกช่วงอายุ ความถี่ในการทำคือ 1 ครั้งทุก 2 สัปดาห์ หลังทำอาจมีรอยช้ำบนผิวหน้าบ้าง แต่ไม่กี่วันก็จะค่อยๆ หายไปเอง ส่วนผลลัพธ์นั้น จะรู้สึกได้ตั้งแต่วันแรกว่าผิวหน้าลื่น ชุ่มชื้นขึ้น และผิวหน้าจะขาวใสขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ เมื่อทำไปแล้ว สิ่งที่ห้ามลืมคือ ดูแลผิวพรรณอย่างต่อเนื่องด้วยการทาครีมบำรุงและครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ

ประโยชน์ของการฉีด Growth factor

  1. เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
  2. ลดอัตราการเกิดสิว
  3. รักษาและฟื้นฟูผิวหนังจากริ้วรอยและแผลเป็น
  4. ลดการแตกลายของผิวหนังและกระชับรูขุมขน
  5. คืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิว
  6. ลดจุดด่างดำจากเม็ดสี ปรับผิวให้ดูกระจ่างใส